http://comment-thai.com/pimp_glitter_8273.html"

จำลอง ฝั่งชลจิตร : นักเขียนรางวัลรพีพร ปี 2553

Issarachon In Thailand

ใครๆก็แก้กฎหมายได้(คุณก็ด้วย)

วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553

BBC แฉไทยโดนหลอกขาย GT200

BBC แฉไทยโดนหลอกขาย GT200: http://www.youtube.com/watch?v=y_jZhkaL6GQ :BBC newsknight /Non R. มอง อีกแง่นะครับพี่บัส ผมว่ามันก็เหมือนพระเครื่องแหละ พิสูจน์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ว่ามันช่วยคุ้มครองความปลอดภัยได้ไหม แน่นอนว่าตอบว่าไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันมัน function ที่การทำให้รู้สึกอุ่นใจกับคนใช้ถ้าถามว่าทำไมมันถึงแพง แหม พระเครื่องบางรุ่นแพงกว่านี้อีก การซื้อ GT200 มาใช้ในกองทัพมันก็คล้ายๆ กับการซื้อพระเครื่องแจกทหารแหละครับ^^

วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Israeli Soldiers Dancing ft. Kesha - TICK TOCK (Rock the Casba in Hebron)



ชมคลิปVDO "ทหารอิสราเอล" เต้นเพลง "ทิค ท็อค" อย่างเมามันส์ ขณะออกลาดตระเวณ ในเขตเฮบรอน ประเทศปาเลสไตน์

วันที่ 06 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 13:12:20

มติชนออนไลน์
ชมคลิปวิดีโอ "ทหารอิสราเอล" เต้นเพลง "ทิค ท็อค"

ภาพคลิปวิดีโอหน่วยทหารลาดตระเวนกลุ่มหนึ่งกำลังเต้นเพลง "ทิค ท็อค" ของนักร้องหญิงสาวชื่อดังชาวอเมริกัน "เคช่า" ระหว่างที่กำลังออกลาดตระเวนในเขตเฮบรอน ประเทศปาเลสไตน์ กำลังเป็นที่ได้รับความสนใจในหมู่ผู้ชมยูทูป เนื่องจากหลายฝ่ายเห็นว่าดูจะเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมนัก จากคลิปจะเห็นได้ว่าช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่มีเสียงสวดมนต์ในภาษามุสลิมแทรก เข้ามาด้วย โดยทางกองทัพเรียกวีดีโอนี้ว่า "การเสี่ยงตาย" และได้แจ้งการกระทำครั้งนี้ให้ผู้บังคับหน่วยทราบแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่าพวกเขาจะได้รับโทษใดหรือไม่

Eyeborg Guy replaced his own false eye with Video Camera OnlySuper.com



เชิญชมคลิปVDO "มนุษย์ตาหุ่นยนต์" หรือ EyeBorg Guy รายแรกของโลก นิตยสาร "ไทม์" ยกย่องให้เป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยมประจำปี 2009 ที่ผ่านมา

วันที่ 05 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 14:33:52

มติชนออนไลน์
เชิญชมคลิปวีดีโอ "มนุษย์ตาหุ่นยนต์" รายแรกของโลก

สำนักข่าวต่างประเทศแห่งหนึ่งรายงานว่า นายร็อบ สเปนเซอร์ อายุ 36 ปี ผู้สร้างภาพยนตร์รายหนึ่งที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา ได้สูญเสียดวงตาข้างขวาจากเหตุผิดพลาดทางการยิงที่ฟาร์มของปู่ของเขาเมื่อ สมัยที่ยังเป็นวัยรุ่น ได้ตัดสินใจประดิษฐ์กล้องขนาดจิ๋ว ที่สามารถนำไปใส่ทดแทนดวงตาข้างที่สูญเสียการมองเห็นของเขา และประสบความสำเร็จเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยนิตยสาร "ไทม์" ได้ยกย่องให้เป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยมประจำปี 2009 ที่ผ่านมา โดยเขาตั้งฉายาให้กับตนเองว่า "อายบอร์ก กาย" หรือ "มนุษย์ตาหุ่นยนต์"


โดย "ตาหุ่นยนต์" ของเขาประกอบด้วย "กล้องวีดีโอไร้สาย" ซึ่งทำงานโดยใช้แบตเตอรี่ขนาด 3 โวลต์ ที่ไม่รบกวนสมองและการทำงานของตาข้างซ้ายของเขา โดยที่มันจะทำหน้าที่บันทึกทุกสิ่งที่เขามองเห็น นอกเหนือจากนั้นมันยังประกอบด้วยตัวถ่ายทอดสัญญาณ ที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์โดยตรงได้อีกด้วย แต่จุดอ่อนของเครื่องนี้ก็อยู่ที่ภาพที่ได้มีความคมชัดของภาพต่ำ และระดับคลื่นสัญญาณที่ยังไม่แรงพอ ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องติดตั้ง "เสาอากาศ" ไว้บริเวณแก้ม เพื่อที่จะรับและส่งสัญญาณได้ดีขึ้น ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ โดยเขากล่าวอย่างติดตลกว่า "ผมชักจะไม่เหมือนมนุษย์อย่างพวกคุณเข้าไปทุกที เพราะผมอัพเกรดได้"


กล้องชนิดนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยความช่วยเหลือจากศาสตราจารย์สตีฟ มานน์ แห่งสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเสตต์ และผู้เชี่ยวชาญด้าน "ไซบอร์ก" รายหนึ่ง เพื่อ "ผสมผสาน" ความเป็นมนุษย์และสิ่งประดิษฐ์โดยใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย

วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Maradona Fumando Habano en el etrenamiento Mundial Sudafrica 2010

แฉคลิป "มาราโดน่า" ห้าวเป้ง! ซ้อมไป ดูดซิการ์ไปสบายใจเฉิบ

ดีเอโก้ มาราโดน่า กุนซือทีมอาร์เจนตินา ทำพฤติกรรมสุดห้าวในแคมป์ซ้อมระหว่างศึกฟุตบอลโลกปี 2010 อีกแล้ว คราวนี้ลงมาซ้อมกับลูกทีมพร้อมคาบซิการ์ควันขโมงอยู่ที่ปาก


ก่อนหน้านี้มาราโดน่าเคยซ้อมแบบพิเรนให้ลูกทีมยิงลูกอัดใส่ทีมพี่ ซ้อมแพ้มาแล้ว คราวนี้เสือเตี้ยตัดสินใจลงสนามซ้อมพร้อมลูกทีม แต่ยังคงมีพฤติกรรมแผลงๆ เตะไปพร้อมๆกับดูดซิการ์ควันขโมง

อย่างไรก็ตาม ทีมอาร์เจนตินาได้รับข่าวไม่ค่อยดีนัก ลีโอเนล เมสซี่ดาวดังหัวใจสำคัญของทีมไม่สามารถลงซ้อมได้เพราะทีมแพทย์แนะนำให้เม สซี่พักไปก่อนเนื่องจากพบว่าเป็นหวัด แต่ยังไม่มีไข้ขึ้นหนักเท่าไรนัก

ทัพฟ้าขาวอาจต้องลุ้นให้เมสซี่หายทันลงช่วยทีมฉะกับเยอรมันได้ทันในวันที่ 3 กรกฎาคม

maradona consolado por su hija tras eliminacion joachim mira escena

วันที่ 04 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 10:01:00 น. มติชนออนไลน์

คลิปสุดซึ้ง! "โยอัคคิม เลิฟ" ยืนดู"เสือเตี้ย"กอดลูกสาวแนบแน่นหลังพ่ายเยอรมันหมดรูป

สำนักข่าวต่างประเทศเผยแพร่คลิป ดีเอโก้ มาราโดน่า กอดลูกสาวของตัวเองแน่นสุดใจไม่ยอมปล่อยหลังจากที่อาร์เจนตินาพ่ายให้กับทีม เยอรมันแบบหมดรูป

ระหว่างศึกเวิลด์ คัพ 2010 ที่ผ่านมามาราโดนามีพฤติกรรมห้าวๆหลายอย่างทั้งการซ้อมแบบพิเรน และการให้สัมภาษณ์สื่อแบบเผ็ดร้อนสร้างสีสันให้กับการแข่งขันครั้งนี้เป็น อย่างมาก แต่ตอนนี้มาราโดนาอยู่ในสภาพของผู้พ่ายแพ้ต้องกลับบ้านเช่นเดียวกับทีมอื่น ที่ผ่านมา


ทีมอาร์เจนตินาของเสือเตี้ยพลาดท่าโดนเยอรมันขึ้นนำอย่างรวดเร็วและ จำเป็นต้องบุกเข้าใส่จึงเปิดพื้นที่ให้ทีมเยอรมันได้สวนกลับผลการแข่งจึงออก มาแบบหลุดลุ่ยดังที่เห็นกัน


หลังจากความพ่ายแพ้ มาราโดนาเข้าไปสวมกอด ดาลม่า ลูกสาวสุดที่รัก หลังจากนั้น โยอัคคิม เลิฟ กุนซือทีมเยอรมันเดินผ่านและพบเห็นทั้งสองคนแต่ตัดสินใจไม่รบกวนช่วงเวลาสุด ซึ้งของทั้งสอง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทำให้แฟนบอลเห็นอีกด้านหนึ่งของบุคลิกกุนซือสุดห้าวผู้นี้

น่าเสียดาย..4 อาหารไทยที่ไทยเมิน

 

Pic_93383

อาหารไทย ใครๆก็รู้ถึงกิตติศัพท์ของความอร่อย ซึ่งบางเมนูก็ติดหูติดปากกันมานาน  แต่สำหรับบางเมนูก็แทบจะถูกกลืนไปกับกาลเวลาที่ทุกวันนี้จะเรียกว่าถูกลืมไปแล้วอย่าง 4 เมนูอาหารไทยท้องถิ่น ที่คนไทยได้กินบ่อยเหล่านี้...


ไข่ป่าม


เป็นอาหารท้องถิ่นของทางภาคเหนือ มีลักษณะคล้ายกับไข่ตุ๋น และไข่เจียว แต่กรรมวิธีของเมนูนี้จะเอามาจี่บนเตาจนสุกได้กลิ่นหอมของใบตอง ส่วนวัตถุดิบที่เป็นส่วนผสมของไข่ป่ามก็จะมีเกลือ และต้นหอมซอย แต่ถ้าอยากให้พิเศษหน่อยก็อาจจะใส่เห็ด หรือเนื้อสัตว์ลงไปด้วยก็ได้

ข้าวปุก


อีกเมนูพื้นบ้านของทางภาคเหนือที่หาทานยาก และทำยาก เพราะต้องเอาข้าวเหนียวดำนึ่งมาผสมกับงาดำและตำจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว คิดดูสิกว่าจะได้แต่ละแผ่นยากเย็นขนาดไหน เมนูนี้นอกจากจะอร่อยเหนียวหนึบแล้ว ยังฝึกความอดทนของคนทำอีกด้วย เพราะถ้าแรงไม่ดีจริง หรือขี้เกียจเสียก่อนก็คงไม่ได้ทานขนมอร่อยๆแบบนี้

หมี่พันลับแล


คุ้นหูขึ้นมาหน่อย แต่ก็ไม่บ่อยที่จะหาทานได้นอกจากเดินทางไปที่เมืองลับแล  จ.อุตรดิตถ์ เป็นอาหารว่างขึ้นชื่อของที่นั่น มีรสชาติจัดจ้านของไส้ที่เป็นเส้นหมี่ ห่อด้วยข้าวแคบปรุงรสเผ็ดเล็กน้อย

ขนมหัวล้าน


หน้าตาของขนมหวานชนิดนี้อาจไม่แปลกเท่าชื่อ ซึ่งเท่าที่ถามจากคนในท้องถิ่น จ.ปัตตานี ก็เล่าว่า เพราะเจ้าลูกกลมๆสีขาวนี่แหละทำให้ต้องตั้งชื่อว่าขนมหัวล้าน เพราะมันเกลี้ยง โล้นแถมพอผสมกับน้ำกะทิยังเกิดความเงาที่ผิวอีก

 

 

 


แต่ถึงชื่ออาจจะแปลกไปหน่อยก็ไม่เป็นไร เพราะความรสชาตินั้นถือว่าอร่อย ทีเดียว ยิ่งถ้าใครที่ชอบทานบัวลอย กับครองแครงน้ำกะทิต้องลอง เพราะขนมชนิดถือเป็นการผสมผสานของขนม 2 ชนิดนี้ เพียงแค่ว่าภายในลูกกลมๆ สีขาวจะมีไส้ซึ่งทำจากถั่วเขียวนึ่งสุกกวนกับมะพร้าวขูดและน้ำตาล เลยได้ความหอม มัน และเหนียวหนึบจนหยุดไม่อยู่จริงๆ.

http://www.thairath.co.th/content/life/93383

--
http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com/2010/05/16/the-king-fades
http://thaiuknews.wordpress.com
http://redphanfa2day.wordpress.com
http://liberalthai.wordpress.com,
http://asiapacific.anu.edu.au/newmandalahttp://www.notthenation.com,
http://wdpress.blog.co.uk,
http://www.youtube.com/user/iheredottv,
http://redsiam.wordpress.com,
http://siamrd.blog.co.uk,http://thaienews.blogspot.com,
http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com,
http://thaiuknews.wordpress.com,
http://redphanfa2day.wordpress.com,
http://liberalthai.wordpress.com,
http://lmwatch.blogspot.com/ศูนย์ข้อมูลและเฝ้าระวังกรณีผลกระทบจาก"กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"และข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้อง,
http://horriblethailand.wordpress.com/category/red-songs,
http://www.filmint.nu
http://filmjournal.net/kinoblog

กูเกิลดูเดิล "เมืองไทยของฉัน" เด็กชายวัย 15 คว้าชนะเลิศ

กูเกิลดูเดิล "เมืองไทยของฉัน" เด็กชายวัย 15 คว้าชนะเลิศ

Pic_93552

กู เกิลไทยประกาศผลการประกวดภาพวาดดูเดิล 4 กูเกิล (Doodle 4 Google) ผลงานชนะเลิศเป็นภาพ "สุพรรณหงส์" ของ ดช.เทิดธันวา คะนะมะ วัย 15 ปี จากโรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เผยเด็กไทยร่วมส่งผลงานมากที่สุดในเอเชียกว่า 46,000 ชิ้น



ผู้ใช้งานเว็บไซต์กูเกิล Google หลายล้านคนจะได้เห็นภาพกูเกิล ดูเดิล เรือ "สุพรรณหงส์" ซึ่งเป็นผลงานของเด็กชายเทิดธันวา บนหน้าโฮมเพจ

กูเกิลไทย Google.co.th เป็นเวลา 1 วันเต็ม ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 12 ส.ค. 2553



ผลงานดังกล่าวเป็นผลงานชนะเลิศจากภาพดูเดิลมากกว่า 46,000 ชิ้น ที่ส่งเข้าประกวดในการแข่งขันครั้งแรก ด้วยจำนวนโหวตกว่า 140,000 คะแนน จากคนไทยทั่วประเทศ ซึ่งเป็นจำนวนโหวตที่มากที่สุดในการประกวดดูเดิล 4 กูเกิล ในภูมิภาคเอเชีย



ด.ช.เทิดธันวาอธิบายที่มาของผลงานภาพดูเดิลที่ชนะเลิศไว้ว่า "เมืองไทยของฉัน เป็นการนำเอาภาพเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ อันเป็นเรือพระที่นั่งสำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ในพระราชพิธีต่างๆ ทางน้ำ ถือเป็นคุณค่าที่อยู่คู่ไทยมาอย่างยาวนาน สายน้ำที่มีเงาสะท้อนจากเรือ และตัว Google นั้น เป็นการแสดงถึงสายวัฒนธรรมที่มีมาอย่างยาวนาน ที่สะท้อนให้เห็นคุณค่าของเรือทั้งด้านศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เกี่ยวพันโยงใยไปกับอักษร Google ที่ใช้สีทองสีเดียว อันเป็นสีของความเจริญรุ่งเรือง และร่วมกันส่งต่อคุณค่าทั้งหมดแก่สายตาชาวโลก"



นอกจากนี้ ยังมีผู้เข้าแข่งขันที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในระดับอื่นๆ ได้แก่ ด.ญ.คนึงนิจ โพธิ์ศรี โรงเรียนบวรรัตนศาสตร์ จังหวัดระยอง, ด.ญ.ประติมา ชุมศรี โรงเรียนบ้านกระเบื้องวิทยาคาร จังหวัดนครราชสีมา และนายฉัตรตญา ทิพย์สิริพงษ์ โรงเรียนพะเยาพิทยาคม จังหวัดพะเยา คือผู้ชนะในระดับชั้นอนุบาล-ประถมศึกษาปีที่ 3, ระดับประถมศึกษาปีที่ 4-6 และระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ตามลำดับ



ด้านนายไมเคิล โลเปช นักวาดภาพดูเดิลจากกูเกิล หนึ่งในคณะกรรมการ กล่าวว่า ผลงานที่ส่งเข้ามามีมาตรฐานสูงมาก "ผมชอบภาพดูเดิลที่พรรณนาเกี่ยวกับเทศกาลลอยกระทงของน้องคนึงนิจ, ขณะที่น้องประติมามีความน่าสนใจในการใช้เทคนิคการเล่นสีน้ำ   ส่วนน้องฉัตรตญา   รวมสองความแตกต่างวัฒนธรรมไทยเป็นหนึ่ง โดยใส่รอยยิ้มบนใบ หน้ายักษ์ที่ดุร้าย อย่างไร ก็ตาม ผลงานที่ดูโดดเด่นที่สุดสำหรับผม ก็คือ ความคิดสร้างสรรค์เหนืออื่นใดของน้องเทิดธันวา ที่ใช้สีทองและเรือหลวงเป็น สัญลักษณ์อันมีค่าของเมืองไทย   บ่งบอกถึงความนอบน้อมอันเป็นประเพณีไทยและความเจริญรุ่งเรือง"



ทั้งนี้   ผู้ชนะจะได้รับทุนการศึกษาจำนวน 25,000 บาท พร้อมคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก และทริปเดินทางไปทัศนศึกษาที่สำนักงานใหญ่กูเกิล ณ เมืองเมาเท่นวิล กับครูประจำชั้นและผู้ปกครอง โดยจะได้พบกับทีมงานออกแบบดูเดิลเป็นการส่วนตัวและชมสาธิตขั้นตอนการสร้าง ภาพดูเดิลอย่างละเอียด.

http://www.thairath.co.th/column/tech/cybernet/93552

ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.thaifreedompress.blogspot.com/
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/ pwd9
http://ktblog1951.blogspot.com/ pwday
http://newsblog9.blogspot.com/ news
http://bloghealth99.blogspot.com/ health
http://labour9.blogspot.com/ labour
http://www.media4democracy.com/th/
http://www.youngtelecom.org/
http://www.logex.kmutt.ac.th/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm
http://www.isriya.com/node/2809
/wordcamp-bangkok-2009-pool-party
C:\Documents and Settings\user\My Documents\ไฟล์ที่ได้รับของฉัน\issarachon1101.wma
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=hiansoon

นปช.ทำบุญให้ผู้เสียชีวิตที่วัดปทุมวนาราม ครบ 50 วัน






 

Pic_93755

“เก่ง” อาสาสมัครเคราะห์ร้ายเหยื่อหมายเรียก ศอฉ.ร่วมทำบุญครบรอบ 50 วัน อุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิตจากการขอคืนพื้นที่ของรัฐบาล ณ วัดปทุมวนาราม เผยน้ำตานองหน้าไม่นึกว่าจะได้รับการตอบแทนเยี่ยงนี้... 

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 ก.ค. 2553 กลุ่ม นปช.จังหวัดราชบุรีและกลุ่มนักรบไซเบอร์ จำนวนกว่า 200 คน เดินทางมารวมตัวกันที่วัดปทุมวนาราม ฝั่งตรงข้ามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิตจากการขอคืนพื้นที่ของรัฐบาลเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 วัน โดยมี นายวสันต์ สายรัศมี หรือ “เก่ง” อายุ 27 ปี อาสาสมัครหน่วยกู้ภัยศูนย์วิทยุร่วมด้วยช่วยกัน ซึ่งถูก ศอฉ. นำหมายเรียกไปติดไว้ที่หน้าบ้านเดินทางมาร่วมงานด้วย


สำหรับบรรยากาศภายในงานมีการทำบุญเลี้ยงพระสงฆ์ จำนวน 10 รูป โดยกลุ่ม นปช.ได้ร่วมกันฟังสวดบังสกุล ถวายสังฆทาน กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล และจุดธูปเทียนวางดอกไม้เพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตทุกคน นอกจากนี้ยังมีการทำเสื้อมาวางขายเพื่อนำรายได้ไปมอบให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวอีกด้วย

จากการสอบถาม นายวสันต์ สายรัศมี หรือ “เก่ง” อายุ 27 ปี อาสาสมัครเคราะห์ร้ายกล่าวทั้งน้ำตาว่า ทราบข่าวจากทางอินเทอร์เน็ตจึงรีบเดินทางมาร่วมงานทำบุญให้กับผู้เสียชีวิต โดยเฉพาะตนคิดถึงเพื่อนๆ อาสาสมัครที่ต้องเสียชีวิตในวัดถึง 6 ศพ ซึ่งหลังจากถูก ศอฉ.ออกหมายเรียกก็ทำให้ชีวิตไม่เป็นปกติ ตนไม่สามารถประกอบอาชีพและเดินทางกลับไปหา “น้องกล้า” ลูกชายวัย 9 ขวบที่บ้านได้ รู้สึกเสียใจอย่างมากทั้งที่ตนและเพื่อนทำงานช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อย่างไม่แบ่งแยกฝ่ายไม่เคยเลือกข้างเลือกสี ขนาดเหตุการณ์ที่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา ตนยังไปช่วยปฐมพยาบาลทหารที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บแต่กลับถูกรัฐบาลตอบแทนอย่างนี้


“น้ำตาที่ไหลในวันนี้ เพราะคิดถึงลูกและเพื่อนๆ ทุกคนมันเกิดจากความน้อยใจที่ชีวิตตัวเองต้องตกอยู่ในสภาพเร่ร่อนแบบนี้ ทั้งที่เราเป็นแค่อาสาสมัครไม่ได้เกี่ยวข้องกับ นปช. หรือกลุ่มการเมืองกลุ่มใด ที่สำคัญตนไม่ได้กลัวที่ตัวเองถูก ศอฉ.ออกหมายเรียก แต่มีผู้ใหญ่หลายๆ ท่านให้แนะนำว่าอย่าเพิ่งเดินทางไปมอบตัวให้รอปรึกษาทนายความก่อนแล้วค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอย่างไรต่อไป” นายวสันต์ กล่าว

http://www.thairath.co.th/content/region/93755

"ฆ่าตัดตอน" ขนานเทียม!..."อุ้มฆ่า"ขนานแท้!!




“ฆ่าตัดตอน” ขนานเทียม!...“อุ้มฆ่า”ขนานแท้!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        มื่อสองสัปดาห์ก่อน ผมได้เขียนเรื่อง “ไอ้พวกโง่นี่ มันไม่เคยฟัง...ในหลวง!!!?”  ได้เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังถึงเรื่องที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ของชาวไทยเรา ทรงมีความห่วงใยในปัญหายาเสพติด จนถึงต้องออกพระโอษฐ์ต่อที่ประชุมมหาสมาคม เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2545 
        หลังจากที่คอลัมน์ดังกล่าว ได้เผยแพร่สู่ประชาชน ปรากฏว่า อีกไม่กี่วันถัดมา คือวันศุกร์ ที่ 25 มิถุนายน 2553 ได้มีการจัดงานอภิปรายเรื่อง “คดีฆ่าตัดตอน...คดีที่ต้องสานต่อให้จบ” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 
        วิทยากรที่มาปรากฏตัวในวันนั้น ตามรายชื่อผมก็เห็นมีแต่หน้าเก่าๆช้ำๆ คือพวกถนัดการโจมตีทักษิณ และสิ่งที่นำมาเผยแพร่ ก็เรื่องเดิมๆ ไม่เห็นมีอะไรใหม่ ลงท้ายก็อวดศักดา บอกในทำนองว่า 
        จะเอานายกฯทักษิณ ไปขึ้นศาลโลก เพราะมีนโยบายกระทำผิดต่อมนุษยชาติ...เก่งๆกันทั้งนั้น!

        ผมเห็นข่าวแล้ว ก็เลยอยากจะเล่าเรื่องการปราบปรามยาเสพติด ต่อจากข้อเขียนครั้งก่อน ให้ท่านผู้อ่านฟังกันต่ออีกสักหน่อย 
        เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปรารภถึงความหนักพระทัยในการแพร่ระบาดของยาเสพติด ท่ามกลางที่ประชุมมหาสมาคม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ไม่รอช้า ได้สนองพระราชดำรัสทันที ด้วยการเรียกประชุมหน่วยราชการ ทหาร ตำรวจ พลเรือน เพื่อผนึกกำลังเข้าต่อตีศัตรูร้ายของชาติอย่างแข็งแรง จนทำให้ขบวนการค้ายาเสพติด ผู้ค้ายา ผู้เสพ แทบจะหมดสิ้น ไปจากแผ่นดินไทยเราเลยทีเดียว 
        เมื่อปี พ.ศ.2546 รัฐบาลของนายกฯทักษิณ ได้ประกาศสงครามยาเสพติด เพราะในขณะนั้นมีรายงานชัดเจนว่า เฉพาะเยาวชนชาวไทยกลายเป็นผู้เสพหรือต้องใช้ยาเสพติด เป็นจำนวนถึง 800,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากลัวมาก เสียงประชาชนตนเป็นพ่อเป็นแม่ผสมกับสื่อมวลชน ดังประสานขึ้นอย่างกึกก้อง สนับสนุนให้รัฐบาล ปราบปรามยาเสพติดทั้งองคาพยพกันอย่างจริงจัง 
        หลังจากการประกาศสงครามสำคัญ เพื่อต่อต้านมหันตภัยทำลายชาติ และปฏิบัติการช่วยเหลือเยาวชนที่จะเป็นกำลังของบ้านเมืองเรานั้น ให้พ้นจากพิษภัยของยาเสพติด ทุกหน่วยราชการและสรรพกำลังของชาติทั้งมวล ได้เข้าร่วมในการปราบปรามครั้งนั้น อย่างพร้อมเพรียง 
        หน่วยราชการไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครอง กองทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ กองทัพภาคกระทรวงศึกษาธิการ  ที่มีหน้าที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชน รวมทั้งกระทรวงทบวงกรมอื่น และตำรวจด้วย ถูกกำหนดให้มีภารกิจสำคัญที่สุด ที่ต้องพึ่งขุมพลังทั้งหมดของชาติร่วมกัน
        ที่สำคัญไม่แพ้กับหน่วยงานของรัฐคือ องค์กรเอกชน สมาคม มูลนิธิ หน่วยงานอิสระฯลฯได้เข้าร่วมมือร่วมใจประสานกันเป็นหนึ่ง มีส่วนร่วมในสงครามปราบปรามยาเสพติดครั้งสำคัญนี้

content/picdata/234/data/99.jpg

        โครงการที่ถือกำเนิดต่อเนื่อง กับสงครามปราบปรามยาเสพติด ที่โดดเด่นและผลที่งดงามจากนโยบายของชาตินี้คือ โครงการ ‘ทูบี-นัมเบอร์วัน’ นพระอุปถัมภ์ของ ทูลกระหม่อมฯ ซึ่งบัดนี้ได้มีเยาชนคนของชาติเข้าร่วมโครงการนี้...
       
กว่าสิบล้านคนแล้ว!
        กลายเป็นขุมกำลังของชาติ ในการต่อต้านยาเสพติด ที่สำคัญที่สุดอีกององค์กรหนึ่ง!!
        ชมรมของทูลกระหม่อมฯ ก้าวหน้าจนมีนิตยสาร ‘To Be Number1’ ออกมารายคาบสามเดือน มีคอลัมน์ Talk To The Princess ซึ่งทูลกระหม่อมฯทรงตอบปัญหา ที่สมาชิกชมรมสอบถามเข้ามา ด้วยพระองค์เอง 
        ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ รับสั่งถึงโครงการทูบีนัมเบอร์วันที่ทรงทำอยู่ ณ เวลานี้ด้วยว่า 
        ทรงได้รับกำลังพระทัย จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นสำคัญ 
        ทรงเล่าประทานว่า

        “ท่านจะรับสั่งให้กำลังใจ และบอกว่าเราเดินไปถูกทางแล้ว และท่านก็บอกว่า เราสามารถติดต่อและสื่อกับเด็กๆได้ ซึ่งก็เป็นตัวอย่างที่ดีของเด็กๆ ท่านจะชื่นชมและปลื้มพระทัย ซึ่งเราดีใจมากที่ทำให้ท่านปลื้มพระทัย และท่านก็บอกให้ทำโครงการนี้ต่อไป และให้สื่อกับเด็กๆมากที่สุด และให้ทุกคนทั้งภาครัฐและเอกชนบูรณาการและพัฒนาโครงการนี้ต่อไป”

        เรื่องดีๆอย่างนี้หมดไป หลังจากทหารเข้ามายึดอำนาจไปจากประชาชน กลับถูกทำให้เลือนหายไป พร้อมกับการเบ่งบานของยาเสพติด ที่แพร่กลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว
        ...หรือใครว่าไม่จริง!

        หลังรัฐประหารไม่นานนัก หลังพล.อ.สุรยุทธ์ ผู้นำรัฐบาลหุ่นขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี พอถึงกลางเดือน พ.ย.ปีกลาย หนังสือพิมพ์ได้ลงข่าวกันพร้อมเพรียง เรื่องนายกฯเขายายเที่ยงสั่งรื้อคดีฆ่าตัดตอน ที่ฝ่ายตรงข้ามกับทักษิณ ระดมโจมตีกันขนานใหญ่ ว่า  
       
ในยุคนั้น มีการฆ่าตัดตอน ถึง 2,500 ศพ
        รัฐบาลเขายายเที่ยง ได้มอบหมายให้กระทรวงยุติธรรม ที่มีนายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดยุติธรรม เป็นเจ้าภาพดำเนินการในเรื่องนี้ โดยมีกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นหัวหอกในการดำเนินการ
        เป็นเวลาประมาณ 1 ปี จนกระทั่งนายจรัญฯมีอันต้องพ้นจากตำแหน่งปลัดฯไป ก็ไม่มีข่าวปรากฏออกมาให้เห็นว่า หน่วยงานในบังคับบัญชาของเขา มีการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหา ในคดีฆ่าตัดตอนได้แม้แต่คดีเดียว หรือมีใครกันบ้าง ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น “ตัวการ” ในคดี ‘ฆ่าตัดตอน’ ผู้คนไปมากมายถึงสองพันห้าร้อยศพอย่างที่พูดกัน 
        สรุปง่ายๆคือ ที่นายจรัญฯรับเป็นเจ้าภาพสืบหาความจริงนั้น ก็ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรเลย 
        ต้องพูดกัน อย่างนี้แหละ!

        รื่องฆ่าตัดตอนนี้ ไม่ได้จบแค่นายจรัญฯ เพราะต่อมาเมื่อวันที่ 8 ก.ค.2550 นายพลสุรยุทธ์ นายก ณ.เขายายเที่ยง แกให้สัมภาษณ์ที่บ้านพิษณุโลก ในรายการของตัวเอง  ซึ่ง นสพ.ไทยรัฐได้ลงข่าว และผมขอตัดข่าวมาให้ดูโดยไม่ตัดทอน ดังนี้

        แฉเหตุผ่าตร. ฆ่าทิ้งยาบ้า-ใต้ [8 ก.ค. 50]
        ...เช้าวันเดียวกัน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เปิดบ้านพิษณุโลก” ถึงการปรับปรุงโครงสร้างตำรวจว่า เคยพูดไปแล้วว่า สิ่งที่ประชาชนทางภาคใต้พูดถึงการไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะตำรวจซึ่งเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่เรื่องการป้องกันปราบปราม สืบสวนจับกุม ผลที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมามีลักษณะการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่ประมาณ 2,000 กว่าคน ไม่ว่าเรื่องการปราบปรามยาเสพติด การใช้อำนาจเกินเลย...

        สรุปได้ว่าประเด็นหลักจริงๆ ในการปรับปรุงองค์กรตำรวจของชาติ ก็คือ
        นายกฯสุรยุทธ์ ณ เขายายเที่ยง แกฝังจิตฝังใจว่า ตำรวจฆ่าทิ้งเสีย 2,000 กว่าศพ นั่นเอง! 
       
โถ...นึกว่าเรื่องอะไรซะอีก?
        และคนที่มาเป็นประธานกรรมการ ปรับปรุงองค์กรตำรวจ ก็ไม่ใช่ใคร ก็คือนายพล วสิษฐ์ เดชกุญชร หนึ่งในวิทยากรที่เข้าร่วมการสัมมนา ที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งผมได้กล่าวถึงตอนต้นนั่นเอง 
        ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด ที่จะต้องดันแบบหัวชนฝากันว่า ต้องมีการฆ่าตัดตอนแน่ๆ 
        ท่านผู้อ่าน พอจะเห็นความเกี่ยวพันกัน หรือยังล่ะครับ!?

        ผมว่านายกฯเขายายเที่ยง แกลืมไปแล้วหรือว่า ในปีที่ประกาศสงครามยาเสพติดกันอยู่นั้น พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ดำรงตำแหน่งอะไรอยู่ 
       
ตัวเองมีส่วนร่วม ในสงครามครั้งนี้กับเขาด้วย หรือเปล่า? 
        หน่วยทหารต่างๆเข้าไปเกี่ยวข้อง กับสงครามการต่อสู้กับยาเสพติด อย่างไรบ้าง?  
        ผมสงสัยว่านายกฯเขายายที่ยง ที่ความจำจะสั้น จึงต้องเตือนความทรงจำ ด้วยข้อความจากข่าวสารของกองทัพบกเองดังนี้...

        “...การประกาศชัยชนะสงครามยาเสพติดนี้ก็เช่นเดียวกัน เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ ส่วนสนับสนุนกองบัญชาการกองทัพบก ซึ่งผู้อำนวยนวยการส่วนสนับสนุนกองบัญชาการกองทัพบก นำกำลังพล นายทหาร นายสิบ พลอาสาสมัคร พลทหาร ฯ และลูกจ้าง ....ร่วมประกาศชัยชนะสงครามยาเสพติด เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ....”
        คราวนี้นายกฯเขายายเที่ยง จำได้หรือยังล่ะ!?

        ผมไม่รู้ว่า ความเชื่อฝังจิตฝังใจว่า ตำรวจฆ่าทิ้งเสีย 2,000 กว่าศพ อย่างนี้มันฝังหัวกบาล คนระดับนายกฯอย่างสุรยุทธ์ได้อย่างไรกัน 
       
ทำไมถึงเชื่อ...ง่ายดายถึงปานนั้น? 
        ทำไมแกไม่ฉุกคิด ขึ้นมาบ้างว่า 
        หากมีการฆ่าคนโดยตำรวจเป็นผู้ลงมือเอง และฆ่ามากมายขนาด 2,500 ศพนั้น มันจะต้องมีเจ้าทุกข์จำนวนนับร้อยนับพัน ปรากฏให้เห็นด้วยการแห่แหนกันมาร้องทุกข์แล้ว
        แต่ภาพอย่างนั้น กลับไม่เคยปรากฏ ต่อสาธารณชนเลย!

        ไม่น่าเชื่อว่า ทั้งๆที่เห็นมีการป่าวประกาศกันเหยงๆ ว่าญาติใครถูกตำรวจฆ่า ให้ไปแจ้งความกับกรมสอบสวนพิเศษ ที่นายกฯเขายายเที่ยงเป็นประธานอยู่ หรือแจ้งผ่านสำนักนายกบ้าง แต่เอาเข้าจริงปรากฏว่า
        คดีที่กรมสอบสวนพิเศษ ซึ่งมีนายกฯเขายายเที่ยงเป็นประธาน ได้อนุมัติให้มีการสอบสวน โดยมีผู้มาร้องทุกข์ โดยไอ้นักการเมืองหัวหงอก เป็นผู้พามาร้องทุกข์ (เท่าที่ออกข่าว นสพ.) เพียง 1 ราย ที่สงสัยว่าตำรวจจะฆ่าเอา เหตุเกิดที่ จว.นครราชสีมา ตอนนี้คดีความไปถึงไหน ยังไม่มีการเผยแพร่ให้รู้กัน แต่ที่แน่ๆ
ยังไม่มีการฟ้องร้อง ต่อศาลแต่อย่างใด
       
หรือเหลวไปแล้ว...ก็ไม่รู้!?
        รายล่าสุดก็มีคดีเรื่อง ‘น้องฟลุค’ที่ถูกลูกหลงจากกระสุนปืนของตำรวจ สน.บางชัน ปัจจุบันนี้ คดีก็อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ตัวตำรวจที่ถูกกล่าวหานั้น พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. ใช้ตำแหน่งยื่นประกันตัว ผู้ต้องหาทั้ง 3 นาย โดย “ตานวย” แกให้เหตุผล ในการประกันตัวว่า 
        เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 3 นาย ได้กระทำในขณะปฏิบัติหน้าที่จึงใช้ตำแหน่งยื่นช่วยเหลือ เรื่องก็มีอยู่เท่านั้น  ส่วนคดีความก็กำลังว่ากันอยู่ในชั้นศาล 
       
แต่ไม่ใช่ “คดีฆ่าตัดตอน” แน่ๆ! 
        มีอีกคดีหนึ่งที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ส่งฟ้องตำรวจ
กาฬสินธ์ไป ก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นการฆ่าตัดตอน แต่พวกที่ตายก็เป็นแก๊งลักรถ ในคดีก็ไม่ได้โยงอะไร ไปถึงนายตำรวจผู้บังคับบัญชาระดับจังหวัดหรือระดับภาค หรือระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วอย่างนี้ จะไปลากเอาคุณทักษิณฯว่า...
       
...‘บงการฆ่า’ ได้อย่างไรกัน!?
        ฉะนั้น อย่ามาคุยให้เหม็นขี้ฟันกันเลย เพราะไอ้คดีที่กล่าวหาว่าตำรวจอุ้มไปฆ่าตั้ง 2,500 คน แต่ที่อีตาสุรยุทธ์ฯแกเอามาอ้างตามพวกสื่อ และนักการเมืองและฝ่ายตรงข้ามกับทักษิณ กุกันขึ้นมาเป็นข่าวนั้น เป็นคดีตามปกติเท่านั้น คือ
        คดีที่ตามกฎหมายเรียกว่า คดีที่ยังไม่ทราบตัวคนร้าย หรือเรียกหรือยังจับกุมตัวไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกพิสดารบ้าบอคอแตกอะไรเลย
        จึงขอยืนยัน ณ ที่นี้เลยว่านายกฯเขายายเที่ยง พูดไม่ตรงกับความจริง 
        พูดโดยมีอคติกับตำรวจ!

        การตายในระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงานนั้น เป็นเรื่องที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงในการรับผิดชอบไม่ได้ ดูอย่างกรณีตากใบ ทหารฆ่าคนมุสลิมที่ไม่มีอาวุธ ตายอย่างโหดเหี้ยมคาที่เกิดเหตุ 7 ศพ อุ้มขึ้นรถไปอีกนับร้อย และทำให้ผู้คนถึงแก่ความตาย อย่างทารุณโหดร้ายบนรถบรรทุกอีก 74 คน จนเป็นข่าวทำให้เมืองไทยเสื่อมเสียอย่างยิ่งนั้น 
        รัฐบาลทักษิณก็ต้องรับผิดชอบ แต่เมื่อผลการไต่สวน ชันสูตรพลิกศพออกมา หลักฐานชี้ชัดว่า เป็นการกระทำของฝ่ายทหารโดยตรง รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบทางแพ่ง โดยต้องชดเชยให้กับผู้เสียหาย ซึ่งได้กระทำกันไปแล้ว 
        แม้ความจริงเป็นอย่างนั้น แต่ชาวบ้านที่นั่นเขาก็ยังวิพากษ์วิจารณ์กัน ว่า
       
เป็นการ “อุ้มฆ่า” ขนานแท้!
        เราจะไป ‘ห้าม’ ปากชาวบ้านไม่ได้หรอกครับ เพราะเรื่อง
ตากใบนั้น ชาวบ้านเขาก็เห็นอยู่ชัดๆว่า ทหารเป็นฝ่ายกระทำข้างเดียว ไม่มีใครเขาไปเกี่ยวข้องด้วย! 
        สำหรับเรื่องการ “ฆ่าตัดตอน” นั้น ถึงวันนี้แล้ว แม้จะมีการสอบสวนเอาจริงเอาจังกันอย่างเต็มที่ รวมทั้งมีการทุ่มเทงบประมาณกันมากมาย แต่เวลาผ่านไปแล้วเนิ่นนายตั้ง 4 ปี นับแต่มีการตั้ง คตน.ขึ้นมา ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า 
       
คุณทักษิณแกไปเกี่ยวข้องในเรื่องการ “ฆ่าตัดตอน” ตรงไหนเลย!
        ดังนั้น เราพอจะสรุปกันตรงนี้ได้ไหมว่า การฆ่าตัดตอนที่
คุยฟุ้งเอามันกันนั้น และเป็นเรื่อง “ขนานเทียม” หรือเสกสรรปั้นแต่งกันขึ้นมาเท่านั้นเอง!
        หรือไม่จริง!!? 

        ก่อนจบข้อเขียนในวันนี้ ผมขอนำความเห็นของคุณ “วิมล อยุธยา” ที่แสดงไว้ท้ายคอลัมน์ “ไอ้พวกโง่นี่ มันไม่เคยฟัง...ในหลวง!!!?” มานำเสนอกับท่านผู้อ่าน เพราะน่าสนใจมาก 
        คุณ “วิมล อยุธยา”เขียนมา อย่างนี้ครับ

        ...ตั้งแต่ปฏิวัติปี 2549 มา อยุธยามียาเสพติดเพิ่มขั้นหลายเท่าตัว ไม่มีใครสนใจปราบปรามสักเท่าไหร่เลย ทั้งรัฐบาลทหารบิ๊กบัง ทั้งรัฐบาลสุรยุทธ ทั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ล้วนมีอำนาจล้นฟ้า ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ทำไมไม่จัดการเรื่องยาเสพติดให้อยู่หมัด หรือเจ้าพ่อยาเสพติดหนุนประชาธิปัตย์อยู่อย่างที่เขาลือกัน เฉพาะที่อยุธยาเดี๋ยวนี้ พูดกันอย่างช้ำใจว่า ชื่อเต็มๆคือ "อยุธยา(เสพติด)" ที่ว่าเคยล่มแล้วสมัยพม่าเผา ตอนนี้ก็ล่มอีกครั้งจากยาเสพติดที่เผาผู้คนโดยเฉพาะเยาวชน...

        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
        คนที่เขาตั้งใจทำงาน สนองพระราชดำรัสและพระเดชพระคุณของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเป็นการทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองโดยไม่เห็นกับความเหนื่อยยาก ด้วยการกวาดล้างขบวนการยาเสพติด เพื่อลูกหลานของเรา จะได้มีความปลอดภัย ในวันข้างหน้า กลับถูกฝ่ายไอ้พวกอัปรีย์ป้ายสี กล่าวหาร่ำไป 
       
แม้ไอ้พวกขบวนการป้ายสี มันจะพยายามสักปานไหน แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะแม้เวลาจะผ่านมาหลายปีดีดักแล้ว แต่ไอ้พวกโลซกเหล่านั้น มันก็ยังหาหลักฐาน มาแสดงต่อสังคมไม่ได้เลย...
        แม้แต่น้อยนิด!

        ท้ายที่สุดนี้ อยากจะบอกเหตุผล ที่ผมต้องออกมาเขียน เรื่องยาเสพติดอีกครั้งเป็นหลักเป็นฐานไว้ ก็เพื่อจะให้ผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้ รู้ทั่วกันว่า
        ครั้งหนึ่ง บ้านเมืองไทยของเรานั้น เคยทำสงครามเอาชนะยาเสพติดได้แล้ว แต่เพราะไอ้พวกอัปรีย์ ที่มันยึดอำนาจ ไปจากพี่น้องประชาชน และมุ่งแต่ประโยชน์ตน จนร่ำรวยมั่งคั่งไปตามๆกัน และปู้ยี่ปื้ยำบ้านเมืองอันเป็นที่รักของพวกเรา ให้เสียหายยับเยิน แต่พวกมันกลับไม่มีปัญญา ดูแลบ้านนี้เมืองนี้ให้มีความสงบสุขร่มเย็นได้ 
        ยิ่งไปกว่านั้น พวกมันยังไม่ปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระเจ้าแผ่นดิน ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ โดยปล่อยให้เพลิงแห่งยาเสพติด มีโอกาสได้กลับมา และ...

        ลุกลาม...โหมไหม้ ‘แผ่นดินของเรา’ อีกครั้ง!!!

********

        (ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 3 กรกฎาคม 2553)
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=234

--
http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com/2010/05/16/the-king-fades
http://thaiuknews.wordpress.com
http://redphanfa2day.wordpress.com
http://liberalthai.wordpress.com,
http://asiapacific.anu.edu.au/newmandalahttp://www.notthenation.com,
http://wdpress.blog.co.uk,
http://www.youtube.com/user/iheredottv,
http://redsiam.wordpress.com,
http://siamrd.blog.co.uk,http://thaienews.blogspot.com,
http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com,
http://thaiuknews.wordpress.com,
http://redphanfa2day.wordpress.com,
http://liberalthai.wordpress.com,
http://lmwatch.blogspot.com/ศูนย์ข้อมูลและเฝ้าระวังกรณีผลกระทบจาก"กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"และข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้อง,
http://horriblethailand.wordpress.com/category/red-songs,
http://www.filmint.nu
http://filmjournal.net/kinoblog


วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2553

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

How to Create a Cute Vector Bear T-Shirt Design

How to Create a Cute Vector Bear T-Shirt Design

http://www.blog.spoongraphics.co.uk/tutorials/how-to-create-a-cute-vector-bear-t-shirt-design

พายเรือในอ่าง : เส้นทางประชาธิปไตย

พายเรือในอ่าง : เส้นทางประชาธิปไตย
http://arinwan.redthai.org/index.php?board=3.0

หนามยอกอก-612 ล.วธ.ปฏิบัติการงบไทยใครเข้มแข็ง!?


หนามยอกอก-612 ล.วธ.ปฏิบัติการงบไทยใครเข้มแข็ง!?

ข่าววันที่ 14 มกราคม 2553 แหล่งข่าวจาก สยามรัฐ


ปล้ำผีลุกปลุกผีนั่ง

หนามยอกอก

612 ล.สร้างสรรค์วัฒนธรรม

ปฏิบัติการงบไทย ใครเข้มแข็ง!?

มีเชิงสัพยอกจากผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผ่านกระจอกข่าวมาหน้าศิลปวัฒนธรรม ไม่เห็นสรุปภาพรวมผลงานกระทรวง ก็ต้องเรียนตามตรงว่า หาบทสรุปผลงานไม่เจอ! เพราะตลอด 1 ปีมีแต่เนื้องานกิจกรรมทั้งสิ้น

ส่วนเรื่องจะ ขับเคลื่อนนโยบายยุทธศาสตร์ตามแผนแม่บทวัฒนธรรมแห่งชาติ ฉบับล่าสุด ควานหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ หรือมีบ้างก็เพียงแค่พูดถึงแล้วก็จบในที่ประชุม ยิ่งเจ้ากระทรวงรมว.วัฒนธรรม ธีระ สลักเพชร นั่งมา 1 ปีก็หนักไปทางเดินสายเปิดงาน อาการของกระทรวงนี้ก็เลยเข้าทำนอง สุกๆ ดิบๆ หาชัดเจนอะไรไม่ได้

แม้แต่ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนโครงการเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ทุนทางวัฒนธรรม หรือ Creative Culture ก็หาความชัดเจนเนื้องานไม่ได้ ตามการประเมินผลงานของ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพราะมองดูแล้วเป็นแค่กิจกรรมของกรมและสำนักทำกันปกติ ซ้ำเนื้องาน ลานบุญลานปัญญา 1 ใน 7 โครงการดังกล่าว รัฐบาลประเมินออกมาแล้วไม่ชัดเจน

ถ้าพิเคราะห์งานลานบุญฯ ประการแรกผิดวัตถุประสงค์ของนิยามเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ประการต่อ มาเนื้องานนี้เป็นแค่กิจกรรม สด แดงเอียด อธิบดีกรมการศาสนา ทำมาตลอดฤดูกาล (เพียงแค่เปลี่ยนชื่อกิจกรรม) ซ้ำ รมต.ธีระ ยังแต่งตั้ง โสมสุดา ลียะวณิช รองปลัดฯ เป็นประธานโครงการนี้ ทำเอาภาพการทำงานซ้ำซ้อนในเชิงนโยบาย เป็นเหตุให้โสมสุดาไม่สบายใจ ยื่นหนังสือลาออกจากประธานโครงการฯ

กระนั้น ก็ตามเจาะลึกลงไปทั้ง 7 โครงการของเม็ดเงินงบประมาณ 612 ล้านบาทเศษ(รองบฯ) ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้อนุมัติภายใต้โครงการปฏิบัติการไทยเข้มแข็งในแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่2 (25532555) หรือ SP2 ตามกรอบวงเงินกู้พระราชกำหนดของกระทรวงการคลัง ไล่เรียงงบแต่ละเนื้องาน เทศกาลศิลปวัฒนธรรมสร้างสรรค์ 55 ล. ลานบุญฯ 75 ล. สนับสนุนสร้างภาพยนตร์ฯ 200 ล. อนุรักษ์แหล่งอารยธรรมล้านนาสู่มรดกโลก 112 ล. ฟื้นฟูมรดกโลกอยุธยา 141 ล. ฟื้นฟูกำแพงเมืองสุโขทัย 15 ล. พบว่ากิจกรรมประเภทสุนทรียะเริงรมย์ จะตกอยู่เฉพาะ เชื้อเครือวาน สายสัมพันธ์ผู้บริหารบางราย เข้าสำนวน ชงเอง เล่นเอง

มีเสียงลือ กรรมการบางท่านเข้าไป เกี่ยวพันเนื้องานบางโครงการหรือกิจกรรม ส่งผลให้ รมต.ธีระ ตรวจสอบและยอมรับ "มีกรรมการบางท่านเข้าไปเกี่ยวข้องจริง ซึ่งในหลักการแล้วไม่มีสิทธิ์ แต่ไม่ถึงขั้นเปลี่ยนกรรมการใหม่ทั้งออกตัว ได้สั่งยกเลิกบางกิจกรรม ย้ำหนักแน่น การพิจารณาแต่ละกิจกรรมต่อไปต้อง โปร่งใส โดยตนเองจะพิจารณาอีกชั้นหนึ่ง

หากมองการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาโครงการดังกล่าว มี รมต.วัฒนธรรมเป็นประธาน ปลัดวัฒนธรรมเป็นรองประธาน และ รองปลัดวัฒนธรรม ที่ได้รับมอบหมาย(รมต.) ดูแลภาพรวมทั้งหมดของโครงการ และกรรมการ 30 ท่าน

ในข้อเท็จจริง เม็ดเงิน 612 ล้านบาทของโครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทุนทางวัฒนธรรม ยังไม่ตกถึงท้องกระทรวง แต่ ก็เป็นที่น่าสังเกตว่ากิจกรรมหลายชิ้นได้ปูพรมจัดขึ้น นำเม็ดเงินของสำนักฯ สั่งเบิกจ่ายไปก่อน นัยว่าสร้างผลงาน เรียกความสนใจจากรัฐบาล ประหนึ่งถ้า ปลาติดเบ็ด จะได้หย่อนเม็ดเงินก้อนโตดังกล่าวมา เล่นแร่แปรธาตุ โดยเฉพาะงานประเภทสุนทรียะเริงรมย์ ไม่สามารถหาค่าชี้วัดประเมินผลงานได้

น่าจับตาอย่างยิ่งกับปฏิบัติการงบนี้ เข้าทำนอง “งบไทย ใครเข้มแข็ง!?”

ภาพ - การแสดงละเล่นผีพื้นบ้านแขนงหนึ่ง ในเทศกาลศิลปวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ จ.ลพบุรี (Creative Province) “ยเป็นบำเทิงธรณี ของดีเมืองละโว้” สถานที่จัดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ เมื่อกลางเดือนธันวาฯ ปีที่ผ่านมา

รูปประกอบข่าว


http://www.siamrath.co.th/UIFont/NewsDetail.aspx?cid=69&nid=54797

“จ้วง-ไทย รากเหง้าเดียวกัน”

“จ้วง-ไทย รากเหง้าเดียวกัน”
โดย สุรัตน์ ปรีชาธรรม 15 มกราคม 2553 16:29 น.
จีน-ไทย มิใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” นับเป็นประโยคยอดฮิตแห่งความสัมพันธ์ไทย-จีน ที่อาจทำให้ผู้คนนึกถึงการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างจีนไทยตั้งแต่ยุคสมัย สุโขทัย-ศรีอยุธยา หรือกลุ่มชาวจีนอพยพจากแถบภาคใต้จีน หอบเสื่อผืนหมอนใบ เข้ามาอาศัยในสยามประเทศ

และขณะนี้ ยังมีการวิจัยสืบค้นหลักฐานที่อาจยืนยันว่า “จีน-ไทย มิใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ที่ลึกซึ้งยิ่ง คือ การวิจัยชนชาติจ้วงในมลฑลทางภาคใต้จีนคือ เขตปกครองตัวเองชนชาติจ้วงมณฑลกว่างซี หรือที่คนไทยนิยมเรียกคือ กวางสี ชนชาติจ้วงนี้ พูดภาษาไท-กะได ซึ่งเป็นภาษาตระกูลเดียวกับภาษาไท และมีส่วนคล้ายกับภาษาบนเกาะอินโดนีเซีย

ด้วยพื้นฐานทางชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลไท เป็นเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลจีนได้เลือกพัฒนามณฑลกวางสี เป็นปากประตูเข้าสู่และเชื่อมสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสร้างเขตการค้าเสรี โดยเชื่อว่าพื้นฐานทางชาติพันธุ์นี่เอง จะเป็นพื้นฐานอย่างดีในการเสริมสร้างความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจ กับกลุ่มชาติเอเชียอาคเนย์ที่ผู้นำจีนกำลังให้ความสำคัญมาก

ศาสตราจารย์ ฟ่าน หงกุ้ย ผู้เชี่ยวชาญด้านชาติพันธุ์วิทยาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากเขตปกครองตัวเองชนชาติจ้วงมณฑลกว่างซี (กวางสี)
ผู้เขียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องระหว่างไทยและ จ้วงมากขึ้นในงานสัมนา “จ้วง- ไทย รากเหง้าเดียวกัน” การสัมนาฯนี้ถูกจัดขึ้น เนื่องในโอกาสเปิดสำนักวิจัยวัฒนธรรรมร่วมไทย-จีน ของโรงเรียนวัฒนธรรมและการศึกษาร่วมไทย-จีน จังหวัดขอนแก่น ในวันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2553 และขอนำมาบอกเล่าสู่กันฟัง เพื่อต่อยอดความรู้ความสัมพันธ์ไทย-จีนเชิงสายเลือดในอีกแง่มุมหนึ่ง การ สืบค้นรากเหง้าดังกล่าว อาจเป็นคุณูปการยิ่งในการเข้าใจรากเหง้าของคนไทยในอีกแง่มุมหนึ่ง อีกทั้งอาจนำไปสู่การค้นพบทางประวัติศาสตร์และเหตุผลใหม่ของกำเนิดชนชาติไทย ที่อาจไม่ได้อพยพมาจากดินแดนอื่น แต่กลับมีเผ่าพันธุ์ ดั่งพี่น้องทองแผ่นเดียวกันกับชนชาติจีนหรือชาวจ้วง ชาวลาว และชาวพม่า

งานนี้ ผู้จัดได้เชิญวิทยากรที่ทรงคุณวุฒิชั้นนำ ได้แก่ ศาสตราจารย์ ฟ่าน หงกุ้ย ผู้เชี่ยวชาญด้านชาติพันธุ์วิทยาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากมณฑลกว่างซี ทำงานวิจัยความสัมพันธ์ด้านจุดกำเนิดบรรพบุรุษ ในประเทศจีน เวียดนาม ไทย ลาว พม่า ไปถึงอินเดีย, ผู้เขียนหนังสือ “ชนชาติรากเหง้าเดียวกัน” และ มีผลงานเขียนหนังสือเล่ม และงานแปลอื่นๆกว่า 20 เล่ม บทความกว่า 103 เรื่อง เผยแพร่ในประเทศญี่ปุ่น เวียดนาม และสหรัฐอเมริกา

สำหรับวิทยากรอีกท่าน คือ คุณทองแถม นาถจำนง บรรณาธิการอาวุโสหนังสือพิมพ์สยามรัฐ นักเขียนเรื่องจีน นามปากกา “โชติช่วง นาดอน” ผู้มีผลงานเรื่องจีนมากมาย ในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ปรัชญา และงานค้นคว้าที่กำลังคลุกคลีอยู่ขณะนี้คือ งานค้นคว้าด้านชาติพันธุ์ไท-จ้วง

ทองแถม นาถจำนง บรรณาธิการอาวุโสหนังสือพิมพ์สยามรัฐ นักเขียนเรื่องจีน นามปากกา “โชติช่วง นาดอน”
กวางสีเป็นดินแดนของชาวจ้วง 17 ล้านคน จัดเป็นชนชาติส่วนน้อยที่ใหญ่สุดของประเทศจีน พูดภาษาไท-กะได ซึ่งเป็นภาษาตระกูลเดียวกับภาษาไทย จากการศึกษาเกือบ 100 ปีที่ผ่านมาการวิจัยด้านภาษาชาติพันธุ์วิทยา ประวัติศาสตร์ มนุษยวิทยาทางกายภาพ มนุษยวิทยาทางโมเลกุล ทำให้เกิดทฤษฎีความสัมพันธ์เชิงสายเลือดและแหล่งกำเนิดเดียวกัน ระหว่างชาวจ้วงในประเทศจีน ชาวไทย และชาวลาว กระทั่งวงการวิชาการปัจจุบันได้ยอมรับทฤษฎีนี้กันอย่างกว้างขวางมากขึ้น

อาจารย์ ฟ่าน หงกุ้ย ได้เล่าถึงการศึกษาวิจัยที่ท่านดำเนินมาเป็นเวลานาน 30 ปี เพื่อสืบค้นหลักฐานยืนยันความเป็นพี่น้องทางสายเลือดระหว่างชาวจ้วงและชาว ไทย โดยได้ใช้วิธีการใหม่ในการวิจัย ได้แก่ การศึกษารากศัพท์ การเปรียบเทียบคำศัพท์ในภาษาไทย และภาษาจ้วง ซึ่งก็พบว่า มีคำศัพท์ที่ออกเสียงคล้าย หรือกระทั่งเหมือนกันจำนวนหนึ่ง อาทิ คำว่า “ข้าว” (ภ.ไทย) และ “เข่า” (ภ.จ้วง), คำว่า “ถ้วย” (ภ.ไทย) และ “ถุ่ย” (ภ.จ้วง)

อาจารย์ฟ่าน ยังได้ศึกษาคำศัพท์ในเชิงเวลา พบว่าคำศัพท์เหล่านี้ มีการใช้ในช่วงที่ชาวไทย และชาวจ้วง อาศัยอยู่ด้วยกัน และที่สำคัญคือคำศัพท์เหล่านี้ ไม่ใช่คำยืม เป็นคำที่สืบทอดจากบรรพบุรุษโดยตรง ทั้งนี้สันนิษฐานกันว่า ชาวไทย และจ้วง อาศัยอยู่ด้วยกัน ช่วง 800 ปี ก่อนคริสต์ศักราช และได้แยกย้ายกระจายไปตามถิ่นต่างๆในราวศตวรรษที่ 6

นอกจากนี้ กลุ่มคำศัพท์ด้านเกษตรกรรมของไทย และจ้วง มีความคล้ายกันเป็นจำนวนมาก เช่น คันนา (ภ.ไทย) และ คั่น (ภ.จ้วง), กล้า(ภ.ไทย) และ เกี้ย (ภ.จ้วง), ฟืน (ภ.ไทย) และ ฟ่าน (ภ.จ้วง), ควาย (ภ.ไทย) และ วาย (ภ.จ้วง), แอก (ภ.ไทย) และ แอ๊ค (ภ.จ้วง) และคำว่า ดำนา ทั้งไทย และจ้วง ออกเสียงเหมือนกัน

กลุ่มรากศัพท์เหล่านี้ มีการใช้ในช่วง 600 ปี ก่อนคริสต์ศักราช

นอกจากนี้ หลักฐานด้านคำศัพท์แล้ว เสียงอ่านของตัวเลข หนึ่ง ถึง สิบ ในภาษาไทย และภาษาจ้วง คล้ายแบบแทบเหมือนกันเลย

ภาพหญิงชาวจ้วงและกลองสำริดสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
นอกไปจากหลักฐานเชิงภาษาแล้ว ยังมีหลักฐานที่สนับสนุนความเชื่อมโยงทางสายเลือดระหว่างไทย และจ้วง ที่น่าสนใจมากคือ โครงสร้างกระดูกของคนจ้วง และไทย มีความคล้ายคลึงกันมาก

สำหรับหลักฐานอื่นๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญได้รวบรวมสำหรับยืนยัน “รากเหง้าเดียวกัน ของจ้วง และไทย” มีดังนี้

- ประเพณีความเชื่อ เช่น ความเชื่อเกี่ยวกับปรากฏการณ์จันทรุปราคา (จันทรคาส) ชนชาติจ้วงและไทย ได้ถ่ายทอดผ่านนิทานพื้นบ้านเรื่อง “กบกินเดือน” เหมือนกัน

- การใช้กลองสำริดในงานพิธี ไทยและจ้วงมีประเพณีการใช้กลองสำริด หรือกลองมโหระทึกในงานพิธีต่างๆเหมือนกัน ความเชื่อการตีกลองที่มีความหมายแฝง แสดงถึงอำนาจ และมีเพียงชนชั้นกษัตริย์ที่มีอำนาจและสิทธิครอบครองกลองสำริด

- ประเพณีบายศรีสู่ขวัญ เป็นประเพณีการอวยพรของชนชาติจ้วง แต่เดิมนั้นคนทั่วไปมักเข้าใจว่าชาวจ้วงรับประเพณีบายศรีสู่ขวัญมากจาก พราหมณ์ แต่ไม่ใช่ เพราะชาวจ้วงไม่ได้นับถือพราหมณ์ ปัจจุบัชาวจ้วงยังรักษาประเพณีการผูกข้อมือ บายศรีสู่ขวัญนี้ไว้อยู่

- นิทานพื้นบ้าน ชนชาติจ้วงและไทย มีนิทานพื้นบ้านหลายเรื่องที่เหมือนกัน นอกจาก “กบกินเดือน” ที่แสดงดวามเชื่อเรื่องจันทรุปราคาแล้ว สองชนชาติยังมีเรื่องข้าวมาจากไหน? เหมือนกัน คือ “หมาเก้าหาง” ที่ชาวจ้วงเรียก “หม่าเก่าฮ้าง” นอกจากนี้ เรื่อง “ปลาบู่ทอง” ที่ทั้งไทย และจ้วง มีเหมือนกันนั้น ยังจัดเป็นนิทานแนว “ซิลเดอเรลล่า” ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เป็นต้น

การวิจัยด้านภาษาและ วัฒนธรรมเชิงประวัติศาสตร์ของชนชาติจ้วง รวมถึงงานวิจัยด้านต้นกำเนิดและความสัมพันธ์รากศัพท์ จ้วง-ไทย-ลาว ขยายตัวในช่วสิบปีมานี้ ภาพ พจนานุกรมภาษาจ้วงไทย เทียบภาษาจีนและภาษาอังกฤษ (ซ้าย) และงานวิจัยเกี่ยวกับกลองสำริดโบราณ ซึ่งเป็นวัฒนธรรรมที่พ้องกันของจ้วง ไทย และลาว
- การกินไข่มดแดง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการกินเฉพาะถิ่น ชนชาติที่กินไข่มดแดง มีอยู่เพียง ไทย ลาว และจ้วง ในราชวงศ์ถัง และราชวงศ์หมิงของจีน มีบันทึกเกี่ยวกับการกินไข่มดแดงของชนชาติจ้วง แต่ในราชวงศ์ชิง กลับไม่มีการบันทึกเกี่ยวกับการกินไข่มดแดงของจ้วง ปัจจุบัน มีเพียงไทย และลาว ที่ยังกินไข่มดแดง

- ชนชาติจ้วงยังมีการเล่นแคน แต่ต่อมาได้สูญหายไป คงมีการเล่นแคนในหมู่ชาวไทย และชาวลาว

การวิจัยดังกล่าว ทำให้ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มหนึ่ง ยอมรับว่าจ้วงและไทย มีบรรพบุรุษร่วมกันตั้งแต่ยุคเกษตรกรรม มีสายเลือดเดียวกัน มีการสืบทอดลงมา

อย่างไรก็ตาม การสื่อสารระหว่างจ้วง และไทยในปัจจุบัน สามารถสื่อสารกันเพียงระดับพื้นๆเท่านั้น แต่การสื่อสารในระดับลึกนั้นเป็นไปไม่ได้

แล้วทำไมชาวจ้วงและไทยในยุคหลัง จึงสื่อสารกันไม่ได้นั้น เนื่องจากจ้วงได้รับอิทธิพลภาษาจีนฮั่นเข้ามามาก ส่วนไทย ก็รับเอาภาษาบาลี สันสกฤต เข้ามามากเช่นกัน

http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9530000005691

รถไฟฟ้าปลุกที่ดินชานเมืองคึก เปิดแผนเวนคืน สายสีม่วง-สีน้ำเงิน

รถไฟฟ้าปลุกที่ดินชานเมืองคึก เปิดแผนเวนคืน สายสีม่วง-สีน้ำเงิน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 มกราคม 2553 13:04 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

ห่วงแผนรถไฟฟ้า "สีม่วง-สีน้ำเงิน" สะดุด รัฐบาลออกประกาศสำนักนายกฯ เวนคืนเร่งด่วน นนทบุรี-กรุงเทพฯ กรุยเส้นทางช่วงบางใหญ่-บางซื่อ ขณะที่ รฟม.เล็งจัดจ้างเวนคืนที่ดินวิธีพิเศษ หัวลำโพง-บางแค 14 กม. และบางซื่อ-ท่าพระ 13 กม. เพื่อให้ทันกรอบเวลา หลังผลประกวดราคาครั้งที่ 2 คว้าน้ำเหลว ด้านผู้บริหาร สนข.เปิดแผนเร่งด่วนรถไฟฟ้า 5 สาย มั่นใจปี 57 มีรถไฟฟ้าใช้ 145 กม.

นายชูเกียรติ โพธยานุวัตร ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน โดยระบุว่า รฟม.ได้ประกาศประกวดราคาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (อี-อ๊อคชั่น) จ้างเอกชนให้เป็นผู้ดำเนินการสำรวจข้อเท็จจริงอสังหาริมทรัพย์ตามแนวสายทาง โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค ระยะทางประมาณ 14 กิโลเมตร และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตรเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งผลปรากฏว่ามีเอกชนที่สนใจมายื่นเอกสารประกวดราคาเพียงรายเดียว

โดยการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้น พบว่าผู้ประมูลได้ ไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด โดยขณะนี้ทางคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคา จะได้หารือกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เนื่องจากเป็นการเปิดประกวดราคาเป็นครั้งที่ 2 แล้ว แต่ยังไม่สามารถหาบริษัทที่มีความเหมาะสมได้

ทั้งนี้ หากมีการส่งเรื่องกลับไปคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) จะทำให้ขั้นตอนการจัดหาเอกชนล่าช้าออกไปอีก โดยทางออกในเรื่องนี้รฟม. สามารถที่จะใช้วิธีการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษโดยเชิญบริษัทเอกชนที่มีผลงานและ ประสบการณ์ที่มีรายชื่ออยู่หลายบริษัทมาเจรจา วิธีนี้จะทำให้ได้ตัวเอกชนตามกรอบเวลา

นายประณต สุริยะ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า จากการติดตามการดำเนินการโครงการระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้า ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เดินหน้าโครงการมีความคืบหน้าในทุกส่วน โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าที่อยู่ในแผนพัฒนาเร่งด่วน 5 สายปี 2553-2557 ที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจได้ให้ความเห็นชอบ ซึ่งประกอบด้วย 1.สายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ 2.สายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน 3.สายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต 4.สายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพงบางแค และบางซื่อ-ท่าพระ 5.สายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ รวมระยะทาง 145 กิโลเมตร

"ถึงแม้ว่า 1-2 ปีที่ผ่านมาจะมีขลุกขลักอยู่บ้าง เช่นการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางส่วนของสายสีเขียวช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ แต่โดยภาพรวมแล้ว ทุกอย่างถือว่าเดินไปตามแผนงาน เนื่องจากขณะนี้นโยบายระบบขนส่งมวลชนมีความนิ่งและชัดเจน ทั้งระดับรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม"

นอกจากนี้ หน่วยปฏิบัติก็มีความพร้อมที่จะดำเนินการ จึงมั่นใจว่าในปี 2557 คนกรุงเทพฯจะได้ใช้รถไฟฟ้าเพิ่มอีก 145 กิโลเมตรแน่นอน หลังจากนี้จะต้องเตรียมความพร้อมเรื่องระบบตั๋วร่วมที่จะทำให้เกิดความสะดวก และเป็นธรรมต่อผู้โดยสารซึ่ง สนข. จะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการจัดระบบการขนส่งและจราจร (คจร.) ในเร็วๆ นี้

มีรายงานข่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่อำเภอบางบัวทอง อำเภอบางใหญ่ อำเภอ เมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และเขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วน พ.ศ. 2553 โดยระบุว่า ประกาศฉบับดังกล่าว มีการลงนามประกาศใช้โดยนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2553 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2553 โดย มีเหตุผลคือ เนื่องจากเมื่อปี 2552 มีการประกาศใช้พระราชกฤษญีกากำหนดเขตที่ดินเพื่อก่อสร้างสถานีและระบบราง รถไฟฟ้า สถานที่จอดรถสำหรับผู้โดยสาร และกิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องตามโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ แต่เนื่องจากขณะ นี้ยังไม่สามารถจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้ทั้ง 100%

ดังนั้น ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษญีกาดังกล่าว ได้ พิจารณาแล้วเห็นว่าการจัดสร้างโครงการขนส่งด้วยระบบไฟฟ้าตาม โครงการดังกล่าวเป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วน เพื่ออำนวย ความสะดวกและความรวดเร็วแก่การจราจรและการขนส่งให้เสร็จ ทันในปี 2557 และจะเริ่มก่อสร้างในปีนี้

ทั้งนี้ หากการเวนคืนล่าช้าจะเป็นอุปสรรคอย่างมาก รวมทั้งทำให้เกิดปัญหาในเรื่องอื่นๆ ตามมาอีกในอนาคต จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 13 วรรค หนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ประกอบกับรัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในโครงการดังกล่าวเป็นกรณีที่มีความจำเป็น โดยเร่งด่วน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของ รฟม. หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจาก เจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์ต่อไป
http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9530000004802

บอร์ดบินไทยอุ้ม “วัลลภ” สั่ง “ปิยสวัสดิ์” เข่นลูกจ๊อกสังเวยกระเป๋าฉาว

บอร์ดบินไทยอุ้ม “วัลลภ” สั่ง “ปิยสวัสดิ์” เข่นลูกจ๊อกสังเวยกระเป๋าฉาว
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 มกราคม 2553 07:20 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

บอร์ดการบินไทยอุ้ม “วัลลภ” แม้ผลสอบผิดขนกระเป๋าน้ำหนักเกิน แต่เอาผิดไม่ได้ สุดท้ายแก้เกี้ยวสั่งเรียกค่าเสียหายแทนจิ๊บจ๊อยทั้งคณะแค่ 200,000 บาท พนง.ระดับล่างผวารับกรรมแทนนาย หลังคำสั่งตั้งกรรมการสอบวินัย ”ปิยสวัสดิ์” รับข้อเสนอปรับระเบียบเรื่องสิทธิพิเศษ โชว์มือเติบควัก 1.2 พันล้านบาท จ่ายโบนัสครึ่งเดือน-ขึ้นเงินเดือน 4%

นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายหลังการประชุมวานนี้ (15 ม.ค.) ว่า ที่ประชุมรับทราบผลการตรวจสอบของคณะกรรมการ ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีขนกระเป๋าสัมภาระในเที่ยวบินที่ TG 677 เส้นทาง โตเกียว-กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 14 พ.ย.2552ของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีนายคณิศ แสงสุพรรณ เป็นประธาน ซึ่งสรุปว่า มีการขนสัมภาระน้ำหนักเกินจากสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตตามระเบียบของบริษัท และทำให้บริษัทเสียหายจากการสูญเสียรายได้ โดยมีมติให้ฝ่ายกฎหมายของบริษัท ตรวจสอบการเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นประมาณ 200,000 บาท หรือค่าปรับประมาณ 20 เหรียญต่อกิโลกรัม

ซึ่งกรณีของนายวัลลภ พุกกะณะสุต บอร์ดเห็นว่า นายวัลลภได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทฯ จึงไม่มีกรณีที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งกรรมการอีก จึงให้ดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายจากบุคคลที่ต้องรับผิดชอบในส่วนที่มี สัมภาระเกินกว่าน้ำหนักสัมภาระตามสิทธิ และ ให้นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยตามระเบียบบริษัท กับผู้ที่เกี่ยวข้องกรณีมีการแก้ไขตัวเลขน้ำหนักสัมภาระให้ลดลง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีกในอนาคต และบอร์ดมีมติให้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ คือ
1. กำหนดกฎระเบียบเกี่ยวกับการแจ้งจำนวนสัมภาระและน้ำหนักให้ชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้โดยสะดวก
2. ต้องกำหนดกฎระเบียบ เกี่ยวกับการดูแลลูกค้า VIP ให้ชัดเจนว่าเป็นบุคคลกลุ่มใดบ้าง
3. ควบคุมและเคร่งครัดในการปรับระบบการลงข้อมูลน้ำหนักสัมภาระในฐานข้อมูล
4. ควรทำความเข้าใจกับประชาชนว่า ช่องทาง Lost and Found เป็นช่องทางสำหรับสัมภาระที่ไม่ได้เดินทางมาถึงพร้อมกับผู้โดยสาร แต่ส่งตามมาภายหลัง และต้องผ่านการตรวจค้นของศุลกากรทุกกรณี
5. ปรับปรุงการทำงานของบริษัทฯ และทำการประชาสัมพันธ์ โดยให้คำยืนยันว่าบริษัทฯ จะดูแลลูกค้าตามระเบียบให้ดีที่สุด

“ระเบียบเดิมค่อนข้างกว้าง การปรับปรุงเพื่อระบุให้ชัดเจน ทั้งการดูแล และวิธีการเพื่อความคล่องคัว ว่า หากจะต้องขอสิทธิพิเศษจะต้องดำเนินการอย่างไร ในระบบและขั้นตอนการอนุมัติจะต้องรายงานถึงใครอย่างไร”นายอำพนกล่าว

นายอำพนกล่าวว่า ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง ปรากฏว่านายวัลลภ พุกกะณะสุต นางจารุวรรณ พุกกะณะสุต และนางพิมใจ มัตสุโมโต ได้นำสัมภาระมาเช็คอินรวม ( Pool Check-in) ภายใต้รหัส PL 0125 โดยมีสัมภาระ 30 ชิ้น น้ำหนัก 398 กิโลกรัม ขณะที่ได้รับสิทธิ์รวมกันที่ 170 กิโลกรัม จึงมีการขนสัมภาระเกินสิทธิ 228 กิโลกรัม ส่วนนายพฤทธิ์ บุปผาคำ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการพาณิชย์ แยกเช็คอินสัมภาระ 10 ชิ้น น้ำหนัก 113 กิโลกรัม จากสิทธิขนสัมภาระ 40 กิโลกรัม เกินสิทธิ์ 73 กิโลกรัม โดยไม่ปรากฏหลักฐานการอนุมัติน้ำหนักสัมภาระตามระเบียบบริษัทฯ

นอกจากนี้ยังพบมีการแก้ไขน้ำหนักสัมภาระภายหลังที่เครื่องบินออกไปแล้วของกลุ่มนายวัลลภจาก 398 กิโลกรัม เหลือ 198 กิโลกรัม และ 172 กิโลกรัม ส่วนของนายพฤทธิ์แก้ไข จาก 113 กิโลกรัม เหลือ 63 กิโลกรัม และ 51 กิโลกรัม แต่ยืนยันว่า การขนสัมภาระเกินไม่กระทบต่อความปลอดภัยทางการบินในเที่ยวบินดังกล่าวเนื่อง จากยังมีความสามารถรับน้ำหนักเหลืออีกถึง 10,479 กิโลกรัม

“กรณีนายพฤทธิ์ สัมภาระที่เกิน 7 ชิ้น ยืนยันว่าไม่ใช่สินค้าเพื่อการพาณิชย์ แต่เป็นตัวอย่างโค้ก 4 ลังของฝ่ายครัวการบินและผลไม้ 3 ลัง ถือว่าไม่มีเจตนา แต่ก็ต้องถูกปรับตามระเบียบ”นายอำพนกล่าวและว่า บอร์ดได้มีมติปรับลดสิทธิพิเศษเรื่องตั๋วฟรีของบอร์ดเหลือ 7 ใบ สำหรับเส้นทางในประเทศและ 7 ใบเส้นทางระหว่างประเทศ ซึ่งตลอด 8 เดือนของบอร์ดชุดนี้ใช้ไม่ถึง 30% ของสิทธิ์ที่ได้รับ ส่วนเบี้ยประชุมได้ปรับลดลง 1ใน 4 ทำให้ในปี 2552 จากที่บริษัทตั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายของบอร์ดไว้ที่ 30 ล้านบาทแต่ใช้จริงไม่ถึง 50 %

**โบนัสครึ่งเดือน-ขึ้นเงินเดือน 4%

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทยกล่าวว่า บอร์ดมีมติเห็นชอบจ่ายโบนัสประจำปี 2552 จำนวนครึ่งเดือน ซึ่งคิดเป็นค่าใช้จ่าย 665 ล้านบาท และเห็นชอบปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานประจำปี 2553 อัตรา 4 % คิดเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 600 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากเห็นว่าพนักงานเสียสละในการช่วยลดค่าใช้จ่ายจนทำให้ผลประกอบการปี 2552 ดีขึ้น และพนักงานไม่ได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนและโบนัสในปี 2551 อย่างไรก็ตามเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลก การแข่งขันธุรกิจการบิน ราคาน้ำมันและการเมืองในปี 2553 ยังไม่แน่นอน การจ่ายปันผลผู้ถือหุ้นจึงต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง

ทั้งนี้ เห็นชอบการลงทุนปรับปรุงอุปกรณ์และระบบสาระบันเทิงในเที่ยวบิน ( In-flight Entertainment ) ชั้นประหยัดของเครื่องบินโบอิ้ง B 777 จำนวน 8 ลำ วงเงิน 1,000 ล้านบาท ส่วนแผนลงทุนจัดหาเครื่องบินใหม่นั้นจะสรุปรายละเอียดในเดือนก.พ. โดยเบื้องต้น หากจำเป็นอาจจะมีการเช่าเครื่องบิน 2-3 ลำเพื่อเร่งนำเข้ามาเสริมในฝูงบินระยะสั้นที่ยังจัดซื้อไม่ได้ แต่ระยะยาวการจัดหาเครื่องบินโดยการซื้อคุ้มค่ากว่าการเช่า

http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9530000006390