http://comment-thai.com/pimp_glitter_8273.html"

จำลอง ฝั่งชลจิตร : นักเขียนรางวัลรพีพร ปี 2553

Issarachon In Thailand

ใครๆก็แก้กฎหมายได้(คุณก็ด้วย)

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

How to Create a Cute Vector Bear T-Shirt Design

How to Create a Cute Vector Bear T-Shirt Design

http://www.blog.spoongraphics.co.uk/tutorials/how-to-create-a-cute-vector-bear-t-shirt-design

พายเรือในอ่าง : เส้นทางประชาธิปไตย

พายเรือในอ่าง : เส้นทางประชาธิปไตย
http://arinwan.redthai.org/index.php?board=3.0

หนามยอกอก-612 ล.วธ.ปฏิบัติการงบไทยใครเข้มแข็ง!?


หนามยอกอก-612 ล.วธ.ปฏิบัติการงบไทยใครเข้มแข็ง!?

ข่าววันที่ 14 มกราคม 2553 แหล่งข่าวจาก สยามรัฐ


ปล้ำผีลุกปลุกผีนั่ง

หนามยอกอก

612 ล.สร้างสรรค์วัฒนธรรม

ปฏิบัติการงบไทย ใครเข้มแข็ง!?

มีเชิงสัพยอกจากผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผ่านกระจอกข่าวมาหน้าศิลปวัฒนธรรม ไม่เห็นสรุปภาพรวมผลงานกระทรวง ก็ต้องเรียนตามตรงว่า หาบทสรุปผลงานไม่เจอ! เพราะตลอด 1 ปีมีแต่เนื้องานกิจกรรมทั้งสิ้น

ส่วนเรื่องจะ ขับเคลื่อนนโยบายยุทธศาสตร์ตามแผนแม่บทวัฒนธรรมแห่งชาติ ฉบับล่าสุด ควานหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ หรือมีบ้างก็เพียงแค่พูดถึงแล้วก็จบในที่ประชุม ยิ่งเจ้ากระทรวงรมว.วัฒนธรรม ธีระ สลักเพชร นั่งมา 1 ปีก็หนักไปทางเดินสายเปิดงาน อาการของกระทรวงนี้ก็เลยเข้าทำนอง สุกๆ ดิบๆ หาชัดเจนอะไรไม่ได้

แม้แต่ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนโครงการเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ทุนทางวัฒนธรรม หรือ Creative Culture ก็หาความชัดเจนเนื้องานไม่ได้ ตามการประเมินผลงานของ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพราะมองดูแล้วเป็นแค่กิจกรรมของกรมและสำนักทำกันปกติ ซ้ำเนื้องาน ลานบุญลานปัญญา 1 ใน 7 โครงการดังกล่าว รัฐบาลประเมินออกมาแล้วไม่ชัดเจน

ถ้าพิเคราะห์งานลานบุญฯ ประการแรกผิดวัตถุประสงค์ของนิยามเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ประการต่อ มาเนื้องานนี้เป็นแค่กิจกรรม สด แดงเอียด อธิบดีกรมการศาสนา ทำมาตลอดฤดูกาล (เพียงแค่เปลี่ยนชื่อกิจกรรม) ซ้ำ รมต.ธีระ ยังแต่งตั้ง โสมสุดา ลียะวณิช รองปลัดฯ เป็นประธานโครงการนี้ ทำเอาภาพการทำงานซ้ำซ้อนในเชิงนโยบาย เป็นเหตุให้โสมสุดาไม่สบายใจ ยื่นหนังสือลาออกจากประธานโครงการฯ

กระนั้น ก็ตามเจาะลึกลงไปทั้ง 7 โครงการของเม็ดเงินงบประมาณ 612 ล้านบาทเศษ(รองบฯ) ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้อนุมัติภายใต้โครงการปฏิบัติการไทยเข้มแข็งในแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่2 (25532555) หรือ SP2 ตามกรอบวงเงินกู้พระราชกำหนดของกระทรวงการคลัง ไล่เรียงงบแต่ละเนื้องาน เทศกาลศิลปวัฒนธรรมสร้างสรรค์ 55 ล. ลานบุญฯ 75 ล. สนับสนุนสร้างภาพยนตร์ฯ 200 ล. อนุรักษ์แหล่งอารยธรรมล้านนาสู่มรดกโลก 112 ล. ฟื้นฟูมรดกโลกอยุธยา 141 ล. ฟื้นฟูกำแพงเมืองสุโขทัย 15 ล. พบว่ากิจกรรมประเภทสุนทรียะเริงรมย์ จะตกอยู่เฉพาะ เชื้อเครือวาน สายสัมพันธ์ผู้บริหารบางราย เข้าสำนวน ชงเอง เล่นเอง

มีเสียงลือ กรรมการบางท่านเข้าไป เกี่ยวพันเนื้องานบางโครงการหรือกิจกรรม ส่งผลให้ รมต.ธีระ ตรวจสอบและยอมรับ "มีกรรมการบางท่านเข้าไปเกี่ยวข้องจริง ซึ่งในหลักการแล้วไม่มีสิทธิ์ แต่ไม่ถึงขั้นเปลี่ยนกรรมการใหม่ทั้งออกตัว ได้สั่งยกเลิกบางกิจกรรม ย้ำหนักแน่น การพิจารณาแต่ละกิจกรรมต่อไปต้อง โปร่งใส โดยตนเองจะพิจารณาอีกชั้นหนึ่ง

หากมองการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาโครงการดังกล่าว มี รมต.วัฒนธรรมเป็นประธาน ปลัดวัฒนธรรมเป็นรองประธาน และ รองปลัดวัฒนธรรม ที่ได้รับมอบหมาย(รมต.) ดูแลภาพรวมทั้งหมดของโครงการ และกรรมการ 30 ท่าน

ในข้อเท็จจริง เม็ดเงิน 612 ล้านบาทของโครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทุนทางวัฒนธรรม ยังไม่ตกถึงท้องกระทรวง แต่ ก็เป็นที่น่าสังเกตว่ากิจกรรมหลายชิ้นได้ปูพรมจัดขึ้น นำเม็ดเงินของสำนักฯ สั่งเบิกจ่ายไปก่อน นัยว่าสร้างผลงาน เรียกความสนใจจากรัฐบาล ประหนึ่งถ้า ปลาติดเบ็ด จะได้หย่อนเม็ดเงินก้อนโตดังกล่าวมา เล่นแร่แปรธาตุ โดยเฉพาะงานประเภทสุนทรียะเริงรมย์ ไม่สามารถหาค่าชี้วัดประเมินผลงานได้

น่าจับตาอย่างยิ่งกับปฏิบัติการงบนี้ เข้าทำนอง “งบไทย ใครเข้มแข็ง!?”

ภาพ - การแสดงละเล่นผีพื้นบ้านแขนงหนึ่ง ในเทศกาลศิลปวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ จ.ลพบุรี (Creative Province) “ยเป็นบำเทิงธรณี ของดีเมืองละโว้” สถานที่จัดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ เมื่อกลางเดือนธันวาฯ ปีที่ผ่านมา

รูปประกอบข่าว


http://www.siamrath.co.th/UIFont/NewsDetail.aspx?cid=69&nid=54797

“จ้วง-ไทย รากเหง้าเดียวกัน”

“จ้วง-ไทย รากเหง้าเดียวกัน”
โดย สุรัตน์ ปรีชาธรรม 15 มกราคม 2553 16:29 น.
จีน-ไทย มิใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” นับเป็นประโยคยอดฮิตแห่งความสัมพันธ์ไทย-จีน ที่อาจทำให้ผู้คนนึกถึงการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างจีนไทยตั้งแต่ยุคสมัย สุโขทัย-ศรีอยุธยา หรือกลุ่มชาวจีนอพยพจากแถบภาคใต้จีน หอบเสื่อผืนหมอนใบ เข้ามาอาศัยในสยามประเทศ

และขณะนี้ ยังมีการวิจัยสืบค้นหลักฐานที่อาจยืนยันว่า “จีน-ไทย มิใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ที่ลึกซึ้งยิ่ง คือ การวิจัยชนชาติจ้วงในมลฑลทางภาคใต้จีนคือ เขตปกครองตัวเองชนชาติจ้วงมณฑลกว่างซี หรือที่คนไทยนิยมเรียกคือ กวางสี ชนชาติจ้วงนี้ พูดภาษาไท-กะได ซึ่งเป็นภาษาตระกูลเดียวกับภาษาไท และมีส่วนคล้ายกับภาษาบนเกาะอินโดนีเซีย

ด้วยพื้นฐานทางชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลไท เป็นเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลจีนได้เลือกพัฒนามณฑลกวางสี เป็นปากประตูเข้าสู่และเชื่อมสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสร้างเขตการค้าเสรี โดยเชื่อว่าพื้นฐานทางชาติพันธุ์นี่เอง จะเป็นพื้นฐานอย่างดีในการเสริมสร้างความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจ กับกลุ่มชาติเอเชียอาคเนย์ที่ผู้นำจีนกำลังให้ความสำคัญมาก

ศาสตราจารย์ ฟ่าน หงกุ้ย ผู้เชี่ยวชาญด้านชาติพันธุ์วิทยาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากเขตปกครองตัวเองชนชาติจ้วงมณฑลกว่างซี (กวางสี)
ผู้เขียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องระหว่างไทยและ จ้วงมากขึ้นในงานสัมนา “จ้วง- ไทย รากเหง้าเดียวกัน” การสัมนาฯนี้ถูกจัดขึ้น เนื่องในโอกาสเปิดสำนักวิจัยวัฒนธรรรมร่วมไทย-จีน ของโรงเรียนวัฒนธรรมและการศึกษาร่วมไทย-จีน จังหวัดขอนแก่น ในวันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2553 และขอนำมาบอกเล่าสู่กันฟัง เพื่อต่อยอดความรู้ความสัมพันธ์ไทย-จีนเชิงสายเลือดในอีกแง่มุมหนึ่ง การ สืบค้นรากเหง้าดังกล่าว อาจเป็นคุณูปการยิ่งในการเข้าใจรากเหง้าของคนไทยในอีกแง่มุมหนึ่ง อีกทั้งอาจนำไปสู่การค้นพบทางประวัติศาสตร์และเหตุผลใหม่ของกำเนิดชนชาติไทย ที่อาจไม่ได้อพยพมาจากดินแดนอื่น แต่กลับมีเผ่าพันธุ์ ดั่งพี่น้องทองแผ่นเดียวกันกับชนชาติจีนหรือชาวจ้วง ชาวลาว และชาวพม่า

งานนี้ ผู้จัดได้เชิญวิทยากรที่ทรงคุณวุฒิชั้นนำ ได้แก่ ศาสตราจารย์ ฟ่าน หงกุ้ย ผู้เชี่ยวชาญด้านชาติพันธุ์วิทยาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากมณฑลกว่างซี ทำงานวิจัยความสัมพันธ์ด้านจุดกำเนิดบรรพบุรุษ ในประเทศจีน เวียดนาม ไทย ลาว พม่า ไปถึงอินเดีย, ผู้เขียนหนังสือ “ชนชาติรากเหง้าเดียวกัน” และ มีผลงานเขียนหนังสือเล่ม และงานแปลอื่นๆกว่า 20 เล่ม บทความกว่า 103 เรื่อง เผยแพร่ในประเทศญี่ปุ่น เวียดนาม และสหรัฐอเมริกา

สำหรับวิทยากรอีกท่าน คือ คุณทองแถม นาถจำนง บรรณาธิการอาวุโสหนังสือพิมพ์สยามรัฐ นักเขียนเรื่องจีน นามปากกา “โชติช่วง นาดอน” ผู้มีผลงานเรื่องจีนมากมาย ในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ปรัชญา และงานค้นคว้าที่กำลังคลุกคลีอยู่ขณะนี้คือ งานค้นคว้าด้านชาติพันธุ์ไท-จ้วง

ทองแถม นาถจำนง บรรณาธิการอาวุโสหนังสือพิมพ์สยามรัฐ นักเขียนเรื่องจีน นามปากกา “โชติช่วง นาดอน”
กวางสีเป็นดินแดนของชาวจ้วง 17 ล้านคน จัดเป็นชนชาติส่วนน้อยที่ใหญ่สุดของประเทศจีน พูดภาษาไท-กะได ซึ่งเป็นภาษาตระกูลเดียวกับภาษาไทย จากการศึกษาเกือบ 100 ปีที่ผ่านมาการวิจัยด้านภาษาชาติพันธุ์วิทยา ประวัติศาสตร์ มนุษยวิทยาทางกายภาพ มนุษยวิทยาทางโมเลกุล ทำให้เกิดทฤษฎีความสัมพันธ์เชิงสายเลือดและแหล่งกำเนิดเดียวกัน ระหว่างชาวจ้วงในประเทศจีน ชาวไทย และชาวลาว กระทั่งวงการวิชาการปัจจุบันได้ยอมรับทฤษฎีนี้กันอย่างกว้างขวางมากขึ้น

อาจารย์ ฟ่าน หงกุ้ย ได้เล่าถึงการศึกษาวิจัยที่ท่านดำเนินมาเป็นเวลานาน 30 ปี เพื่อสืบค้นหลักฐานยืนยันความเป็นพี่น้องทางสายเลือดระหว่างชาวจ้วงและชาว ไทย โดยได้ใช้วิธีการใหม่ในการวิจัย ได้แก่ การศึกษารากศัพท์ การเปรียบเทียบคำศัพท์ในภาษาไทย และภาษาจ้วง ซึ่งก็พบว่า มีคำศัพท์ที่ออกเสียงคล้าย หรือกระทั่งเหมือนกันจำนวนหนึ่ง อาทิ คำว่า “ข้าว” (ภ.ไทย) และ “เข่า” (ภ.จ้วง), คำว่า “ถ้วย” (ภ.ไทย) และ “ถุ่ย” (ภ.จ้วง)

อาจารย์ฟ่าน ยังได้ศึกษาคำศัพท์ในเชิงเวลา พบว่าคำศัพท์เหล่านี้ มีการใช้ในช่วงที่ชาวไทย และชาวจ้วง อาศัยอยู่ด้วยกัน และที่สำคัญคือคำศัพท์เหล่านี้ ไม่ใช่คำยืม เป็นคำที่สืบทอดจากบรรพบุรุษโดยตรง ทั้งนี้สันนิษฐานกันว่า ชาวไทย และจ้วง อาศัยอยู่ด้วยกัน ช่วง 800 ปี ก่อนคริสต์ศักราช และได้แยกย้ายกระจายไปตามถิ่นต่างๆในราวศตวรรษที่ 6

นอกจากนี้ กลุ่มคำศัพท์ด้านเกษตรกรรมของไทย และจ้วง มีความคล้ายกันเป็นจำนวนมาก เช่น คันนา (ภ.ไทย) และ คั่น (ภ.จ้วง), กล้า(ภ.ไทย) และ เกี้ย (ภ.จ้วง), ฟืน (ภ.ไทย) และ ฟ่าน (ภ.จ้วง), ควาย (ภ.ไทย) และ วาย (ภ.จ้วง), แอก (ภ.ไทย) และ แอ๊ค (ภ.จ้วง) และคำว่า ดำนา ทั้งไทย และจ้วง ออกเสียงเหมือนกัน

กลุ่มรากศัพท์เหล่านี้ มีการใช้ในช่วง 600 ปี ก่อนคริสต์ศักราช

นอกจากนี้ หลักฐานด้านคำศัพท์แล้ว เสียงอ่านของตัวเลข หนึ่ง ถึง สิบ ในภาษาไทย และภาษาจ้วง คล้ายแบบแทบเหมือนกันเลย

ภาพหญิงชาวจ้วงและกลองสำริดสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
นอกไปจากหลักฐานเชิงภาษาแล้ว ยังมีหลักฐานที่สนับสนุนความเชื่อมโยงทางสายเลือดระหว่างไทย และจ้วง ที่น่าสนใจมากคือ โครงสร้างกระดูกของคนจ้วง และไทย มีความคล้ายคลึงกันมาก

สำหรับหลักฐานอื่นๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญได้รวบรวมสำหรับยืนยัน “รากเหง้าเดียวกัน ของจ้วง และไทย” มีดังนี้

- ประเพณีความเชื่อ เช่น ความเชื่อเกี่ยวกับปรากฏการณ์จันทรุปราคา (จันทรคาส) ชนชาติจ้วงและไทย ได้ถ่ายทอดผ่านนิทานพื้นบ้านเรื่อง “กบกินเดือน” เหมือนกัน

- การใช้กลองสำริดในงานพิธี ไทยและจ้วงมีประเพณีการใช้กลองสำริด หรือกลองมโหระทึกในงานพิธีต่างๆเหมือนกัน ความเชื่อการตีกลองที่มีความหมายแฝง แสดงถึงอำนาจ และมีเพียงชนชั้นกษัตริย์ที่มีอำนาจและสิทธิครอบครองกลองสำริด

- ประเพณีบายศรีสู่ขวัญ เป็นประเพณีการอวยพรของชนชาติจ้วง แต่เดิมนั้นคนทั่วไปมักเข้าใจว่าชาวจ้วงรับประเพณีบายศรีสู่ขวัญมากจาก พราหมณ์ แต่ไม่ใช่ เพราะชาวจ้วงไม่ได้นับถือพราหมณ์ ปัจจุบัชาวจ้วงยังรักษาประเพณีการผูกข้อมือ บายศรีสู่ขวัญนี้ไว้อยู่

- นิทานพื้นบ้าน ชนชาติจ้วงและไทย มีนิทานพื้นบ้านหลายเรื่องที่เหมือนกัน นอกจาก “กบกินเดือน” ที่แสดงดวามเชื่อเรื่องจันทรุปราคาแล้ว สองชนชาติยังมีเรื่องข้าวมาจากไหน? เหมือนกัน คือ “หมาเก้าหาง” ที่ชาวจ้วงเรียก “หม่าเก่าฮ้าง” นอกจากนี้ เรื่อง “ปลาบู่ทอง” ที่ทั้งไทย และจ้วง มีเหมือนกันนั้น ยังจัดเป็นนิทานแนว “ซิลเดอเรลล่า” ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เป็นต้น

การวิจัยด้านภาษาและ วัฒนธรรมเชิงประวัติศาสตร์ของชนชาติจ้วง รวมถึงงานวิจัยด้านต้นกำเนิดและความสัมพันธ์รากศัพท์ จ้วง-ไทย-ลาว ขยายตัวในช่วสิบปีมานี้ ภาพ พจนานุกรมภาษาจ้วงไทย เทียบภาษาจีนและภาษาอังกฤษ (ซ้าย) และงานวิจัยเกี่ยวกับกลองสำริดโบราณ ซึ่งเป็นวัฒนธรรรมที่พ้องกันของจ้วง ไทย และลาว
- การกินไข่มดแดง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการกินเฉพาะถิ่น ชนชาติที่กินไข่มดแดง มีอยู่เพียง ไทย ลาว และจ้วง ในราชวงศ์ถัง และราชวงศ์หมิงของจีน มีบันทึกเกี่ยวกับการกินไข่มดแดงของชนชาติจ้วง แต่ในราชวงศ์ชิง กลับไม่มีการบันทึกเกี่ยวกับการกินไข่มดแดงของจ้วง ปัจจุบัน มีเพียงไทย และลาว ที่ยังกินไข่มดแดง

- ชนชาติจ้วงยังมีการเล่นแคน แต่ต่อมาได้สูญหายไป คงมีการเล่นแคนในหมู่ชาวไทย และชาวลาว

การวิจัยดังกล่าว ทำให้ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มหนึ่ง ยอมรับว่าจ้วงและไทย มีบรรพบุรุษร่วมกันตั้งแต่ยุคเกษตรกรรม มีสายเลือดเดียวกัน มีการสืบทอดลงมา

อย่างไรก็ตาม การสื่อสารระหว่างจ้วง และไทยในปัจจุบัน สามารถสื่อสารกันเพียงระดับพื้นๆเท่านั้น แต่การสื่อสารในระดับลึกนั้นเป็นไปไม่ได้

แล้วทำไมชาวจ้วงและไทยในยุคหลัง จึงสื่อสารกันไม่ได้นั้น เนื่องจากจ้วงได้รับอิทธิพลภาษาจีนฮั่นเข้ามามาก ส่วนไทย ก็รับเอาภาษาบาลี สันสกฤต เข้ามามากเช่นกัน

http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9530000005691

รถไฟฟ้าปลุกที่ดินชานเมืองคึก เปิดแผนเวนคืน สายสีม่วง-สีน้ำเงิน

รถไฟฟ้าปลุกที่ดินชานเมืองคึก เปิดแผนเวนคืน สายสีม่วง-สีน้ำเงิน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 มกราคม 2553 13:04 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

ห่วงแผนรถไฟฟ้า "สีม่วง-สีน้ำเงิน" สะดุด รัฐบาลออกประกาศสำนักนายกฯ เวนคืนเร่งด่วน นนทบุรี-กรุงเทพฯ กรุยเส้นทางช่วงบางใหญ่-บางซื่อ ขณะที่ รฟม.เล็งจัดจ้างเวนคืนที่ดินวิธีพิเศษ หัวลำโพง-บางแค 14 กม. และบางซื่อ-ท่าพระ 13 กม. เพื่อให้ทันกรอบเวลา หลังผลประกวดราคาครั้งที่ 2 คว้าน้ำเหลว ด้านผู้บริหาร สนข.เปิดแผนเร่งด่วนรถไฟฟ้า 5 สาย มั่นใจปี 57 มีรถไฟฟ้าใช้ 145 กม.

นายชูเกียรติ โพธยานุวัตร ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน โดยระบุว่า รฟม.ได้ประกาศประกวดราคาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (อี-อ๊อคชั่น) จ้างเอกชนให้เป็นผู้ดำเนินการสำรวจข้อเท็จจริงอสังหาริมทรัพย์ตามแนวสายทาง โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค ระยะทางประมาณ 14 กิโลเมตร และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตรเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งผลปรากฏว่ามีเอกชนที่สนใจมายื่นเอกสารประกวดราคาเพียงรายเดียว

โดยการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้น พบว่าผู้ประมูลได้ ไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด โดยขณะนี้ทางคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคา จะได้หารือกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เนื่องจากเป็นการเปิดประกวดราคาเป็นครั้งที่ 2 แล้ว แต่ยังไม่สามารถหาบริษัทที่มีความเหมาะสมได้

ทั้งนี้ หากมีการส่งเรื่องกลับไปคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) จะทำให้ขั้นตอนการจัดหาเอกชนล่าช้าออกไปอีก โดยทางออกในเรื่องนี้รฟม. สามารถที่จะใช้วิธีการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษโดยเชิญบริษัทเอกชนที่มีผลงานและ ประสบการณ์ที่มีรายชื่ออยู่หลายบริษัทมาเจรจา วิธีนี้จะทำให้ได้ตัวเอกชนตามกรอบเวลา

นายประณต สุริยะ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า จากการติดตามการดำเนินการโครงการระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้า ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เดินหน้าโครงการมีความคืบหน้าในทุกส่วน โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าที่อยู่ในแผนพัฒนาเร่งด่วน 5 สายปี 2553-2557 ที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจได้ให้ความเห็นชอบ ซึ่งประกอบด้วย 1.สายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ 2.สายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน 3.สายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต 4.สายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพงบางแค และบางซื่อ-ท่าพระ 5.สายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ รวมระยะทาง 145 กิโลเมตร

"ถึงแม้ว่า 1-2 ปีที่ผ่านมาจะมีขลุกขลักอยู่บ้าง เช่นการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางส่วนของสายสีเขียวช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ แต่โดยภาพรวมแล้ว ทุกอย่างถือว่าเดินไปตามแผนงาน เนื่องจากขณะนี้นโยบายระบบขนส่งมวลชนมีความนิ่งและชัดเจน ทั้งระดับรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม"

นอกจากนี้ หน่วยปฏิบัติก็มีความพร้อมที่จะดำเนินการ จึงมั่นใจว่าในปี 2557 คนกรุงเทพฯจะได้ใช้รถไฟฟ้าเพิ่มอีก 145 กิโลเมตรแน่นอน หลังจากนี้จะต้องเตรียมความพร้อมเรื่องระบบตั๋วร่วมที่จะทำให้เกิดความสะดวก และเป็นธรรมต่อผู้โดยสารซึ่ง สนข. จะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการจัดระบบการขนส่งและจราจร (คจร.) ในเร็วๆ นี้

มีรายงานข่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในท้องที่อำเภอบางบัวทอง อำเภอบางใหญ่ อำเภอ เมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และเขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วน พ.ศ. 2553 โดยระบุว่า ประกาศฉบับดังกล่าว มีการลงนามประกาศใช้โดยนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2553 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2553 โดย มีเหตุผลคือ เนื่องจากเมื่อปี 2552 มีการประกาศใช้พระราชกฤษญีกากำหนดเขตที่ดินเพื่อก่อสร้างสถานีและระบบราง รถไฟฟ้า สถานที่จอดรถสำหรับผู้โดยสาร และกิจการอื่นที่เกี่ยวเนื่องตามโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ แต่เนื่องจากขณะ นี้ยังไม่สามารถจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้ทั้ง 100%

ดังนั้น ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามพระราชกฤษญีกาดังกล่าว ได้ พิจารณาแล้วเห็นว่าการจัดสร้างโครงการขนส่งด้วยระบบไฟฟ้าตาม โครงการดังกล่าวเป็นกรณีที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วน เพื่ออำนวย ความสะดวกและความรวดเร็วแก่การจราจรและการขนส่งให้เสร็จ ทันในปี 2557 และจะเริ่มก่อสร้างในปีนี้

ทั้งนี้ หากการเวนคืนล่าช้าจะเป็นอุปสรรคอย่างมาก รวมทั้งทำให้เกิดปัญหาในเรื่องอื่นๆ ตามมาอีกในอนาคต จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 13 วรรค หนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ประกอบกับรัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดให้การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในโครงการดังกล่าวเป็นกรณีที่มีความจำเป็น โดยเร่งด่วน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของ รฟม. หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจาก เจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์ต่อไป
http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9530000004802

บอร์ดบินไทยอุ้ม “วัลลภ” สั่ง “ปิยสวัสดิ์” เข่นลูกจ๊อกสังเวยกระเป๋าฉาว

บอร์ดบินไทยอุ้ม “วัลลภ” สั่ง “ปิยสวัสดิ์” เข่นลูกจ๊อกสังเวยกระเป๋าฉาว
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 มกราคม 2553 07:20 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

บอร์ดการบินไทยอุ้ม “วัลลภ” แม้ผลสอบผิดขนกระเป๋าน้ำหนักเกิน แต่เอาผิดไม่ได้ สุดท้ายแก้เกี้ยวสั่งเรียกค่าเสียหายแทนจิ๊บจ๊อยทั้งคณะแค่ 200,000 บาท พนง.ระดับล่างผวารับกรรมแทนนาย หลังคำสั่งตั้งกรรมการสอบวินัย ”ปิยสวัสดิ์” รับข้อเสนอปรับระเบียบเรื่องสิทธิพิเศษ โชว์มือเติบควัก 1.2 พันล้านบาท จ่ายโบนัสครึ่งเดือน-ขึ้นเงินเดือน 4%

นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายหลังการประชุมวานนี้ (15 ม.ค.) ว่า ที่ประชุมรับทราบผลการตรวจสอบของคณะกรรมการ ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีขนกระเป๋าสัมภาระในเที่ยวบินที่ TG 677 เส้นทาง โตเกียว-กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 14 พ.ย.2552ของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีนายคณิศ แสงสุพรรณ เป็นประธาน ซึ่งสรุปว่า มีการขนสัมภาระน้ำหนักเกินจากสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตตามระเบียบของบริษัท และทำให้บริษัทเสียหายจากการสูญเสียรายได้ โดยมีมติให้ฝ่ายกฎหมายของบริษัท ตรวจสอบการเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นประมาณ 200,000 บาท หรือค่าปรับประมาณ 20 เหรียญต่อกิโลกรัม

ซึ่งกรณีของนายวัลลภ พุกกะณะสุต บอร์ดเห็นว่า นายวัลลภได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทฯ จึงไม่มีกรณีที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งกรรมการอีก จึงให้ดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายจากบุคคลที่ต้องรับผิดชอบในส่วนที่มี สัมภาระเกินกว่าน้ำหนักสัมภาระตามสิทธิ และ ให้นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยตามระเบียบบริษัท กับผู้ที่เกี่ยวข้องกรณีมีการแก้ไขตัวเลขน้ำหนักสัมภาระให้ลดลง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีกในอนาคต และบอร์ดมีมติให้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ คือ
1. กำหนดกฎระเบียบเกี่ยวกับการแจ้งจำนวนสัมภาระและน้ำหนักให้ชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้โดยสะดวก
2. ต้องกำหนดกฎระเบียบ เกี่ยวกับการดูแลลูกค้า VIP ให้ชัดเจนว่าเป็นบุคคลกลุ่มใดบ้าง
3. ควบคุมและเคร่งครัดในการปรับระบบการลงข้อมูลน้ำหนักสัมภาระในฐานข้อมูล
4. ควรทำความเข้าใจกับประชาชนว่า ช่องทาง Lost and Found เป็นช่องทางสำหรับสัมภาระที่ไม่ได้เดินทางมาถึงพร้อมกับผู้โดยสาร แต่ส่งตามมาภายหลัง และต้องผ่านการตรวจค้นของศุลกากรทุกกรณี
5. ปรับปรุงการทำงานของบริษัทฯ และทำการประชาสัมพันธ์ โดยให้คำยืนยันว่าบริษัทฯ จะดูแลลูกค้าตามระเบียบให้ดีที่สุด

“ระเบียบเดิมค่อนข้างกว้าง การปรับปรุงเพื่อระบุให้ชัดเจน ทั้งการดูแล และวิธีการเพื่อความคล่องคัว ว่า หากจะต้องขอสิทธิพิเศษจะต้องดำเนินการอย่างไร ในระบบและขั้นตอนการอนุมัติจะต้องรายงานถึงใครอย่างไร”นายอำพนกล่าว

นายอำพนกล่าวว่า ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง ปรากฏว่านายวัลลภ พุกกะณะสุต นางจารุวรรณ พุกกะณะสุต และนางพิมใจ มัตสุโมโต ได้นำสัมภาระมาเช็คอินรวม ( Pool Check-in) ภายใต้รหัส PL 0125 โดยมีสัมภาระ 30 ชิ้น น้ำหนัก 398 กิโลกรัม ขณะที่ได้รับสิทธิ์รวมกันที่ 170 กิโลกรัม จึงมีการขนสัมภาระเกินสิทธิ 228 กิโลกรัม ส่วนนายพฤทธิ์ บุปผาคำ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการพาณิชย์ แยกเช็คอินสัมภาระ 10 ชิ้น น้ำหนัก 113 กิโลกรัม จากสิทธิขนสัมภาระ 40 กิโลกรัม เกินสิทธิ์ 73 กิโลกรัม โดยไม่ปรากฏหลักฐานการอนุมัติน้ำหนักสัมภาระตามระเบียบบริษัทฯ

นอกจากนี้ยังพบมีการแก้ไขน้ำหนักสัมภาระภายหลังที่เครื่องบินออกไปแล้วของกลุ่มนายวัลลภจาก 398 กิโลกรัม เหลือ 198 กิโลกรัม และ 172 กิโลกรัม ส่วนของนายพฤทธิ์แก้ไข จาก 113 กิโลกรัม เหลือ 63 กิโลกรัม และ 51 กิโลกรัม แต่ยืนยันว่า การขนสัมภาระเกินไม่กระทบต่อความปลอดภัยทางการบินในเที่ยวบินดังกล่าวเนื่อง จากยังมีความสามารถรับน้ำหนักเหลืออีกถึง 10,479 กิโลกรัม

“กรณีนายพฤทธิ์ สัมภาระที่เกิน 7 ชิ้น ยืนยันว่าไม่ใช่สินค้าเพื่อการพาณิชย์ แต่เป็นตัวอย่างโค้ก 4 ลังของฝ่ายครัวการบินและผลไม้ 3 ลัง ถือว่าไม่มีเจตนา แต่ก็ต้องถูกปรับตามระเบียบ”นายอำพนกล่าวและว่า บอร์ดได้มีมติปรับลดสิทธิพิเศษเรื่องตั๋วฟรีของบอร์ดเหลือ 7 ใบ สำหรับเส้นทางในประเทศและ 7 ใบเส้นทางระหว่างประเทศ ซึ่งตลอด 8 เดือนของบอร์ดชุดนี้ใช้ไม่ถึง 30% ของสิทธิ์ที่ได้รับ ส่วนเบี้ยประชุมได้ปรับลดลง 1ใน 4 ทำให้ในปี 2552 จากที่บริษัทตั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายของบอร์ดไว้ที่ 30 ล้านบาทแต่ใช้จริงไม่ถึง 50 %

**โบนัสครึ่งเดือน-ขึ้นเงินเดือน 4%

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การบินไทยกล่าวว่า บอร์ดมีมติเห็นชอบจ่ายโบนัสประจำปี 2552 จำนวนครึ่งเดือน ซึ่งคิดเป็นค่าใช้จ่าย 665 ล้านบาท และเห็นชอบปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานประจำปี 2553 อัตรา 4 % คิดเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 600 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากเห็นว่าพนักงานเสียสละในการช่วยลดค่าใช้จ่ายจนทำให้ผลประกอบการปี 2552 ดีขึ้น และพนักงานไม่ได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนและโบนัสในปี 2551 อย่างไรก็ตามเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลก การแข่งขันธุรกิจการบิน ราคาน้ำมันและการเมืองในปี 2553 ยังไม่แน่นอน การจ่ายปันผลผู้ถือหุ้นจึงต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง

ทั้งนี้ เห็นชอบการลงทุนปรับปรุงอุปกรณ์และระบบสาระบันเทิงในเที่ยวบิน ( In-flight Entertainment ) ชั้นประหยัดของเครื่องบินโบอิ้ง B 777 จำนวน 8 ลำ วงเงิน 1,000 ล้านบาท ส่วนแผนลงทุนจัดหาเครื่องบินใหม่นั้นจะสรุปรายละเอียดในเดือนก.พ. โดยเบื้องต้น หากจำเป็นอาจจะมีการเช่าเครื่องบิน 2-3 ลำเพื่อเร่งนำเข้ามาเสริมในฝูงบินระยะสั้นที่ยังจัดซื้อไม่ได้ แต่ระยะยาวการจัดหาเครื่องบินโดยการซื้อคุ้มค่ากว่าการเช่า

http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9530000006390

41 Useful Adobe Illustrator Video Tutorials For Creative Designers | Graphic and Web Design Blog -Resources And Tutorials

41 Useful Adobe Illustrator Video Tutorials For Creative Designers | Graphic and Web Design Blog -Resources And Tutorials

Tags

3D blog blogging brush christmas CSS Design desktop Development download firefox font free illustrator image Inspiration interface javascript jquery layout logo menu navigation photo photoshop plugin plugins resource Resources seo showcase social template theme tips tools tutorial Tutorials typography wallpaper web webdesign web design webdev Wordpress

http://www.1stwebdesigner.com/tutorials/useful-adobe-illustrator-video-tutorials-creative-designers/

ปรากฏการณ์ BB ... ผลกระทบที่ไม่มีใครนึกถึง

ปรากฏการณ์ BB ... ผลกระทบที่ไม่มีใครนึกถึง
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 15 มกราคม 2553 23:19 น.


คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น






ถูกหลอก!? ... คนเหงาเป็นเหยื่อของการแชต ... การพูดคุยกับคนรอบข้างลดลง ... เครียด ... ก้าวร้าว ...นี่ เป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างของผลกระทบอีกมากมายเกิดขึ้น เมื่อคนในสังคมไทยใช้ Black Berryกันอย่างไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสมกับความต้องการ และอาจเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่คนไทยเมินเฉย ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตในระยะยาวได้

Society Network
ปัจจุบัน เหล่าสมาร์ทโฟนต่างๆ ได้เข้ามามีบทบาททางสังคมมากขึ้น เป็นเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มันถูกออกแบบให้มีความสามารถในการติดต่อสื่อสารได้รวดเร็วและสะดวกมากยิ่ง ขึ้น และนี่คือยุคแห่งเทคโนโลยี 3G ที่ยังไม่หยุดนิ่ง ในขณะเดียวกันนั้น ผู้รับหรือผู้เสพเทคโนโลยีก็ทำหน้าที่เลือกว่า ตนเองนั้นต้องการหรือไม่ต้องการอะไร หลายคนอาจไม่เคยสังเกตว่า สิ่งที่มีประโยชน์ก็มีผลเสียต่อเราเช่นกัน

ที่จะกล่าวถึงคือ ผลกระทบของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ที่สามารถบดบังตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์ให้หมดไปได้ เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสนั่นคือ การแชตผ่านมือถือที่ฮิตกันมาก ในช่วงปี 2005 เป็นต้นมา จากนั้นบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างแย่งกันเจาะตลาดโดยการนำเข้า I – phone3G Nokia Samsung และ Black Berry หรือ BB รุ่นต่างๆ แต่ทาง BB นั้น ได้นำเหล่าเซเลบฯ หรือคนดังมาเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ ทำ ให้ประเทศไทยในขณะนี้เกิดปราฏการณ์ของ BB ขึ้น ซึ่งทำให้ใครต่อใครในสังคม ได้ทำพฤติกรรมเลียนแบบที่จะต้องมีสมาร์ทโฟนแบบนี้ติดตัวไว้ ไม่เช่นนั้นอาจจะถูกคิดว่า เอ้าต์ หรือตกเทรนด์

ก่อนหน้าที่ สมาร์ทโฟนจะมีการเปิดตัวโดยเหล่าเซเลบฯ และคนดังนั้น ความสามารถของมันที่เด่นชัดคือ การจัดส่งข้อมูลต่างๆ ที่สำคัญของเหล่านักธุรกิจแต่ปัจจุบันการใช้งานของมันได้เปลี่ยนแปลงไปถูก ใช้ในทางอื่นมากขึ้น บางคนอาจใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ไปในทางที่ผิด เพราะความหรูหราทำให้มันเป็นกระแสที่ทุกคนต้องเกาะติด

คนส่วนใหญ่ที่ใช้สมาร์ทโฟนนั้นเป็นบุคคลที่ชอบเข้าสังคม ชอบการสังสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อกับเพื่อน หรือส่งข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นให้บุคคลอื่น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูอีกว่าการเลือกใช้งานของมือถือที่เราต้องพกติดตัว นั้น เข้ากับการใช้งานของเรามากน้อยเพียงใด

ความ โดดเด่นของ BB ที่มีมากกว่าโทรศัพท์อื่น ด้วยโปรแกรม BlackBerry Messenger หรือ BBM ที่สามารถแชตกันได้เฉพาะสมาร์ทโฟนของยี่ห้อนี้เท่านั้น จากการสังเกตพฤติกรรมของผู้ใช้ ได้เล็งเห็นว่า ปัจจุบันการสื่อสารโดยการพูดคุยกับคนรอบข้างมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก เช่น เวลาไปรับประทานอาหารกับเพื่อน คนใช้ BB บางคน ก็จะเอาแต่นั่งกดอยู่กับโทรศัพท์โดย ขาดการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ รอบข้าง ซึ่งจากแต่ก่อนคนเราเจอกันต้องคุยกัน หรือบางคนนั่งข้างๆ กัน แต่กลับใช้ Social Network แทนที่จะสื่อสารกันแบบ Face to Face

จิตแพทย์ชี้ผลร้าย
นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล ผู้เชี่ยวชาญจิตเวชทั่วไป ได้มาอธิบายเกี่ยวกับผลกระทบของการแชตบนมือถือต่อสุขภาพจิตว่า เนื่องจากปรากฏการณ์ของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้คนเรานั้นอยากรู้อยากเห็นในเรื่องของคนอื่นมากขึ้นด้วยสื่อทันสมัย เหล่านี้และทำให้ขาดปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญต่อมนุษย์ทุกคนกลับกลายเป็นติดต่อผ่านการแชตบนมือถือ ผ่าน MSN แต่ผลกระทบที่แน่นอนคือ Social Skill หรือ ปฏิสัมพันธ์ของบุคคลหายไป

“การติดเทคโนโลยีเหล่านี้ ไม่ได้ต่างจากเด็กติดเกม เพียงแต่ตอนนี้กลับกลายเป็นสภาพผู้ใหญ่และวัยรุ่นที่มีฐานะติดมือถือแทน บุคคลเหล่านี้มีอยู่ 2 ประเภทคือ 1.มีความเสี่ยงจะติดสิ่งต่างๆ ได้ง่ายเช่น ติดเกม ติดโทรศัพท์ ติดแฟนและ 2.มีปัญหาสุขภาพจิตซ่อนอยู่ เช่น ชีวิตไม่มีความสุข เหงาอยู่ตลอดเวลา พอมีสิ่งเหล่านี้มาเติมเต็มให้เขามีความสุข มีเพื่อนคุยไม่เหงา บางครั้งคนคุยกับเขาไม่ใช่เพื่อนกันมาก่อน อีกประเภทหนึ่งคือ พวกตามกระแสอยากเท่หรือชอบลองของใหม่”

นพ.กัมปนาทกล่าวว่า ความหลง อาจจะมีระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือน แต่ถ้าเป็นคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตซ่อนอยู่นั้น กว่าเขาจะเบื่อการแชตบนมือถืออาจใช้เวลานานกว่านั้น อาจจะก่อให้เกิดผลเสียระยะยาวตามมา เช่น การนอนไม่เพียงพอ เสียการงาน เสียเงิน รวมถึงการเสียตัว

อย่างข่าวล่าสุดที่ฮือฮากันทั่ววงการบันเทิงว่า “อิม – อชิตะ” ถูกหลอกให้ซื้อ BlackBerry ไปถึง 7 เครื่อง เป็นจำนวนเงินกว่า 8 หมื่นบาท และเธอได้ถูกเชิดเงินไปจนมีการฟ้องร้องกันในที่สุด นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดในขณะนี้ ซึ่งอาจมีกรณีที่ไม่ได้ลงเป็นข่าวอีกมากแค่ไหนก็ไม่มีใครทราบ

นอกจากนั้น ผู้เชี่ยวชาญจิตเวชทั่วไปยังบอกอีกว่า มีผลกระทบทางด้านอารมณ์อีกด้วย เช่น การเล่นอินเทอร์เน็ตหรือเล่นเกมอย่างใจจดใจจ่อนานๆ จะก่อให้เกิดความเครียด สมองของเราจะทำให้เกิดการเรียนรู้ต่อสิ่งใหม่ๆ เรียกว่า 'Reward System หรือ วงจรของการให้รางวัล' เขาจะเรียนรู้ว่า ถ้าสิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามาทำให้มีความสุข ความสนุกสนาน มันจะเข้าไปสั่งการทำงานของสมองให้ทำซ้ำๆ จะไม่แค่ซ้ำแบบเดิม แต่จะสั่งให้ทำมากขึ้นเรื่อยๆ

“เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นความโลภของคน ทำให้ใช้เวลาอยู่กับมันมากขึ้น จากการสังเกตจากคนรอบข้างที่สามารถควบคุมตัวเองได้ดีจะไม่ค่อยสนใจ ถ้าสนใจอาจแค่เล่นสนุกๆ หากเป็นคนที่มีแนวโน้มในการควบคุมตัวเองไม่ดีอยู่แล้ว หรือว่าหลงอะไรมากๆ เขาจะหมกมุ่นอยู่กับตรงนี้ทั้งวัน ทำให้ภาพลักษณ์ของเราเสียไปด้วย”

นพ.กัมปนาทยังกล่าวเพิ่มอีกว่า คนเราไม่จำเป็นต้องติดต่อกับคนอื่นมากมาย ความสุขนั้นสามารถหาได้จากสิ่งต่าง ๆ เช่น การออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้ สะสมแสตมป์ นั่งสมาธิหรือปฏิบัติธรรม คนเหล่านี้จะทิ้งรูปแบบชีวิตทีตนเองเคยมีไปสู่เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นผลทำให้ ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปด้วย

“ยกตัวอย่างเคสที่หมอเคยพบมา คือ หมอมีคนไข้หนึ่งรายเป็นไฮโซ ทางบ้านส่งเขามารักษากับหมอเพราะว่าเขาเครียดมาก เนื่องจากเขาติด BB และเขาเครียดกับเรื่องธุรกิจของเขาด้วย ทั้งวันเขาไม่เป็นอันทำงานเพราะเวลาเขาตื่นขึ้นมาก็จับมือถือ ไม่เป็นอันทำอะไรมัวแต่นั่งรอว่า ใครจะส่งแชตมาหาเรา ใครจะคุยกับเรา สาเหตุลึกๆ เราต้องดูว่าจริงๆแล้ว เขาเป็นคนขี้เหงาหรือเป็นเพราะว่าติดอะไรง่าย แต่อย่างหนึ่งคือ มันส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของเขาไปแล้ว”

การเพ่งบนหน้าจอนานๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอมือถือเหล่านี้ มีส่วนทำให้คิดประมวลผลต่อสิ่งต่างๆ ได้ช้าลง อาทิ เราทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกัน เราจะไม่สามารถทำได้ดี แต่ถ้าเราทำเพียงอย่างเดียว เราจะทำได้ดีกว่า และยังทำให้เลือดไปไหลเวียนในสมอง ในทางตรงกันข้ามอาจจะทำให้เซลล์สมองถูกทำลาย อาจทำให้ความจำเสียไปเร็วกว่าปกติได้ เหมือนกับการใช้โทรฯขณะขับรถ ไม่ว่าจะใช้บลูธูท ก็เช่นกัน อาจทำให้เสียสมาธิ และอันนี้มีการวิจัยออกมาชัดเจนอยู่แล้ว

“หมอไม่ได้บอกว่า โทรศัพท์หรือเครือข่ายโทรศัพท์ผิด แต่มันขึ้นอยู่กับว่า ผู้ใช้จะควบคุมตัวเอง ใช้ของของเขาอย่างมีสติหรือเปล่า ควรใช้มันแบบพอเพียงและเหมาะสมกับตัวผู้ใช้ ทำให้ได้ประโยชน์กันทั้ง 2 ฝ่าย เราได้เรียนรู้เทคโนโลยี ได้รับความสนุกสนาน แต่เราควรเบรคตัวเองไม่ให้เสียเงินทอง เสียเวลากับมันมากจนเกินไป ชีวิตของคนทั่วไป เวลางาน คือทำงาน การใช้เทคโนโลยีไม่เป็นอาจทำให้คนเสียการงานไปได้”

ผู้ เชี่ยวชาญจิตเวชทั่วไป ยังกล่าวถึงผลกระทบต่อไปว่า จะทำให้ภาพลักษณ์ของเราเสียไปด้วย มันสะท้อนถึง Assertive เป็นทักษะอย่างหนึ่งของคนไทย ซึ่งเวลาคนไทยอึดอัดจะไม่ค่อยพูด แต่ถ้าเป็นฝรั่งไม่พอใจอะไรหรือไม่พอใจใคร เขาจะพูดออกมาเลยเพราะคนเราสามารถแสดงออกได้ แต่ไม่ใช่แสดงอาการก้าวร้าว และสิ่งที่คนไทยเป็นนั้นไม่ใช่ทักษะที่เป็นผลดี

ค่าใช้จ่ายที่ไม่มีวันรู้จบ
คุณเคยหันกลับมาคิดบ้างไหมว่า รายรับรายจ่ายของคุณกับการใช้มือถือของแต่ละค่าย โดยสมมติเป็นสมาร์ทโฟน BlackBerry รวมกับค่ารายเดือนในราคาต่ำสุดอยู่ที่เท่าไหร่

ตัวอย่างง่ายๆ ของราคาเครื่องรุ่น Curve 8520 ที่ฮิตกันในขณะนี้ คือ 13,900 บาท รวมค่าบริการรายเดือนที่สามารถเล่นอินเตอร์เน็ทและแชตกันได้อย่างไม่อั้นของเครือข่ายชื่อดัง 800 บาท (โดยมีเงื่อนไขต่างๆ ตามที่กำหนด) สามารถโทร.ได้ 100 นาที ส่วนเกินคิดเพิ่มต่างหาก รวมคร่าวๆ ทั้งหมด ค่าใช้จ่ายเดือนแรก คือ 14,700 บาทเป็นอย่างต่ำ ส่วนราคาเครื่องแพงสุดเป็นเครื่องรุ่น Bold 9700 ราคากลางคือ 24,900 บาท ถ้ารวมค่าบริการ 800 บาท รวมเป็นค่าใช้จ่ายอย่างต่ำ คือ 25,700 บาท

ในเดือนต่อๆ ไป หากคุณใช้โปรโมชันนี้ไปเรื่อยๆ คุณลองคิดดูว่า 1 ปี คุณจะมีค่าใช้จ่ายแค่ค่าโทรศัพท์มากเท่าไหร่ ควรตัดสินใจให้ดีก่อนว่า คุณมีความจำเป็นในการใช้เครื่องมือสื่อสารเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน ก่อนที่มันจะย้อนกลับมาเป็นผลกระทบต่อตัวคุณในภายภาคหน้า

“ให้เทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรา แต่อย่าให้เราเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยี”

ภาพโดย ธัชกร กิจไชยภณ
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000006071

′กูเกิล′ ขอเล่นด้วย ′คลาวด์สตอเรจ′




วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 17:10:50 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

′กูเกิล′ ขอเล่นด้วย ′คลาวด์สตอเรจ′

webbiz

siripong@kidtalentz.com

และแล้ว กูเกิล ผู้กำลังทำแทบทุกอย่างเพื่อยึดครองโลกไซเบอร์ ก็ กระโดดเข้ามาในสมรภูมิ ′คลาวด์ สตอเรจ′ อีกเจ้า โดยผ่านเว็บ แอปพลิเคชั่น ′กูเกิลดอคส์′ ที่ให้บริการอยู่ ผู้ใช้แอปพลิเคชั่นตัวนี้จะสามารถอัพโหลดไฟล์ทุกชนิดขึ้นไปเก็บไว้ที่คลาวด์ สตอเรจได้ ในเบื้องต้นจะให้พื้นที่ฟรีไม่เกิน 1 GB

ด้วยฐานของผู้ใช้งานกูเกิลดอคส์ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้อยู่ในกลุ่มคนที่ทำงานแบบไม่ติดสถานที่ และ การทำงานร่วมกันเป็น กลุ่ม จะทำให้การก้าวเข้ามาให้บริการ คลาวด์สตอเรจของกูเกิลเป็นจังหวะก้าวที่น่าจับตา เพราะยักษ์ใหญ่ไมโครซอฟท์ก็ให้บริการนี้อยู่แล้วสำหรับผู้ใช้บริการวินโดวส์ ไลฟ์ โดยผ่าน สกายไดรฟ์ รวมทั้งโมบายมีของแอปเปิลที่เป็นบริการแบบไม่ฟรีด้วย

แนว ทางของกูเกิลที่ผ่าน ๆ มารวมทั้งบริการใหม่นี้เห็นได้ชัดว่าเป็นการต่อยอดธุรกิจจากผลิตภัณฑ์ที่ สร้างขึ้นมา ในกรณีนี้ก็คือ กูเกิลดอคส์ต่อไปสู่คลาวด์สตอเรจ ซึ่งพื้นที่ฟรี 1 GB นั้น ถ้าใช้งานกันจริง ๆ นอกเหนือไปจากงานเอกสารทั่ว ๆ ไปแล้วในปัจจุบันถือว่าไม่มากนัก

ผู้ที่ต้องการพื้นที่เพิ่มมากกว่า 1 GB สามารถสมัครใช้งานแบบเสียเงินได้โดย กูเกิลคิดส่วนที่เกินจากนั้น 25 เซนต์ต่อ 1 GB ต่อปี ส่วนผู้ที่ใช้

บริการ กูเกิล แอพส์ พรีเมียร์ ซึ่งเป็นชุดแอปพลิเคชั่นที่ใช้กันอยู่ในองค์กรธุรกิจเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้าน ไอทีและเสริมประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันเทียบเคียงได้กับไมโครซอฟท์เอ็ก ซ์เชนจ์ สามารถซื้อพื้นที่เพิ่มเติมได้ในราคา 3.5 เหรียญสหรัฐต่อ GB ต่อปี

จุด เด่นของกูเกิลอยู่ตรงที่แอปพลิชั่นของกูเกิลเป็นเว็บแอปพลิเคชั่นข้ามแพ ลตฟอร์มและไม่อิงกับการติดตั้งซอฟต์แวร์ใด ๆ ลงในฮาร์ดแวร์ ทำให้ยืดหยุ่นมากกับการทำงานในโลกยุคใหม่

คลาวด์ คอมพิวติ้ง ซึ่งมาแรงมากในปีที่ผ่านมาน่าจะเริ่มปักหลักมั่นคงและกลายเป็นของธรรมดายิ่ง ขึ้นสำหรับผู้ใช้ทั่ว ๆ ไป ที่นับวันวิถีชีวิตจะเป็นแบบโมบายล์มากขึ้นเรื่อย ๆ

บริการ คลาวด์สตอเรจนั้น เป็นมากกว่าเว็บรับฝากไฟล์โดยทั่วไป ตรงที่ระบบการจัดการที่ทำให้สามารถแชร์กับคนอื่นได้เสมือนกับเป็นโฟลเดอร์ หนึ่งบนเครื่อง ทว่าสามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ทุกเวลา
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1263543436&grpid=07&catid=no&sectionid=0225

บทความด้านสื่อสารโทรคมนาคม

Public Speaking & Article « Mimee’s Blog
บทความด้านสื่อสารโทรคมนาคม
บทความด้าน Corporate Social Responsibility (CSR)
วิทยากรพิเศษ
  • iPhone Way Seminar นำเสนอ เทรนด์และแอพพลิเคชั่นบน iPhone ที่น่าสนใจ (@Metropoint Hotel)
  • พูดเรื่อง New Media และ Mobile Application
    (รายการทันโลก IT FM 100.5 MCOT.NET)
  • กรณีศึกษาของธุรกิจสื่อสารกับรูปแบบธุรกิจ Network As a Service (NaaS)
    (รายการทันโลก IT FM 100.5 MCOT.NET)
  • สัมภาษณ์ออกรายการโทรทัศน์ “คุยกันวันเสาร์”ของคุณสุรนันท์ เวชชาชีวะ TNN24 (UBC 07) ช่วง Digital Lift

  • พูดเรื่อง Mobile Trend 2010 (Bada Samsung , Mobile Marketing/Advertising ของ Google เป็นต้น)
    (รายการทันโลก IT FM 100.5 MCOT.NET)
  • พูดเรื่อง FourSquare : Location Based Social Network ที่กำลังมาแรง
    (รายการทันโลก IT FM 100.5 MCOT.NET)
http://mimeeja.wordpress.com/public-article/